บทความเนื่องในโอกาสที่ เจ.เค.โรว์ลิง อายุครบ 60 ปี เรียบเรียงข้อมูลทั้งหมดโดย พอตเตอร์ไดอารี่
หากนำเนื้อหาออกไปเผยแพร่ที่อื่น โปรดแจ้งมาที่เพจก่อนได้รับอนุญาต
โจแอนน์ โรว์ลิง จบจากไวย์ดีนและยื่นความประสงค์เข้าศึกษาต่อที่ออกซฟอร์ดในปี 1982 ความฝันสูงสุดของเธอคือการได้เรียนสาขาวรรณกรรมอังกฤษในมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงที่สุดของประเทศ แต่ประตูก็ถูกปิดใส่หน้าเธออย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นการสอบแข่งขันอันดุเดือด แต่ในสายตาของเด็กจากโรงเรียนรัฐชนบท มันก็ยังสะท้อนความจริงพื้นฐานว่า สถาบันอันทรงเกียรติไม่ได้เปิดรับสำหรับทุกคน ถ้าไม่ใช่คนที่คู่ควร
เมื่อออกซฟอร์ดไม่ต้อนรับ โจจึงเปลี่ยนเส้นทางไปยังเอ็กซิเตอร์ มหาวิทยาลัยทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ แต่การเลือกของเธอถูกโน้มน้าวอย่างหนักจากครอบครัวซึ่งมองว่าสาขาวรรณกรรมอังกฤษนั้นไม่เหมาะกับสภาวะเศรษฐกิขของประเทศในขณะนั้น พวกเขาอยากให้โจเรียนต่อในสาขาที่ "จะเอาไปใช้งานได้จริง" โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศกำลังผันผวนอย่างหนักจากนโยบายของแธตเชอร์
โจยอมประนีประนอมด้วยการลงเรียนในคณะศิลปศาสตร์สาขาวรรณกรรมเอกฝรั่งเศส เสริมกรีก-โรมัน วิชาเสริมของเธอไม่ใช่การเรียนภาษาละตินแบบเต็มรูปแบบ แต่เน้นไปที่การศึกษาวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์และตำนานเทพกรีก
“ฉันเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเอ็กซิเตอร์ทันทีหลังจบจากโรงเรียน
และเลือกเรียนเอกฝรั่งเศส ซึ่งมันเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่
ตอนนั้นฉันเชื่อพ่อแม่มากไป เพราะพวกเขาคิดว่าภาษานั้นมันน่าจะมีประโยชน์”
J.K. Rowling (1998)
การเลือกเรียนเอกฝรั่งเศสที่เอ็กซิเตอร์จึงไม่ใช่ความฝันของเธอจริงๆ แต่มันคือการต่อรองกับความคาดหวังของพ่อแม่ที่ต้องการให้เธอเรียนในเอกภาษาสมัยใหม่ (Modern Languages) ซึ่งเน้นทั้งฝรั่งเศสและเยอรมัน
“พ่อแม่ของฉัน ทั้งคู่มาจากครอบครัวยากจนและไม่มีใครเคยเข้ามหาวิทยาลัย พวกเขามองว่าจินตนาการเกินพิกัดของฉันเป็นเรื่องตลกส่วนตัวมากกว่าจะเป็นสิ่งที่จะช่วยผ่อนบ้านหรือมีเงินบำนาญได้
พวกเขาหวังว่าฉันจะเลือกเรียนสายวิชาชีพ แต่ฉันอยากเรียนวรรณคดีอังกฤษ สุดท้ายเลยต้องประนีประนอม—ที่มองย้อนกลับแล้วก็ไม่ทำให้ใครพอใจจริงๆ ฉันจึงไปเรียนสาขา Modern Languages แต่ทันทีที่รถพ่อแม่เลี้ยวออกไป ฉันก็ทิ้งวิชาเยอรมันแล้วแอบหนีไปทางคณะวรรณกรรมคลาสสิก”
J.K. Rowling - Harvard Commencement Speech, 2008
คำพูดของเจ.เค.โรว์ลิงที่ฮาร์วาร์ดเมื่อปี 2008 ชี้ให้เห็นว่าเธอเพิ่งเข้าใจเจตนาของพ่อแม่อย่างชัดเจนในภายหลัง ในตอนที่ยังเป็นนักศึกษาเธอมองว่าการยอมลงเอกฝรั่งเศสเป็น “ความผิดพลาดครั้งใหญ่” ที่เกิดจากการยอมและฟังพ่อแม่มากเกินไป แต่เมื่อโตขึ้นและผ่านความล้มเหลวกับความจนมาด้วยตัวเอง เธอจึงเห็นว่าความดื้อรั้นของพ่อแม่ไม่ได้เกิดจากความไม่เข้าใจลูก หากแต่มาจากประสบการณ์ตรงของคนชั้นแรงงานที่กลัวความไม่มั่นคง พ่อที่ทำงานโรงงานโรลส์-รอยซ์และแม่ที่ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ห้องแล็บ ต่างรู้ดีว่าค่าผ่อนบ้านและเงินบำนาญไม่เคยล้อเล่น และพวกเขาก็อยากให้ลูกสาวมีทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าที่ตัวเองเคยมี
ดังนั้น ในเมื่อวิชาในห้องเรียนไม่ใช่ความต้องการที่แท้จริง โจแอนน์จึงเลือกหนทางของความรู้นอกตำรา เธอไม่ใช่นิสิตเกียรตินิยม แต่เป็นนิสิตระดับกลางๆ ที่วันๆ ชอบขลุกอยู่ในห้องสมุดจนแทบจะเป็นบ้านหลังที่สอง อ่านวรรณกรรมทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า ตั้งแต่ ดิกส์เคน (Dickens) โทลคีน (Tolkien) ไปจนถึงออสติน (Austen) รวมถึงวรรณกรรมต่างประเทศอีกมากมายนับไม่ถ้วน โจเคยโดนห้องสมุดเรียกค่าปรับเป็นเงินถึง 50 ยูโร เพราะคืนหนังสือล่าช้า
การเลือกเรียนวิชาเสริมกรีก-โรมันคลาสิก ทำให้โจได้เรื่องราวของตำนาน เทพนิยายกรีกโบราณมากกว่าการเรียนรู้รากของภาษาละติน เธอยอมรับในภายหลังว่าภาษาละตินที่เธอรู้ส่วนใหญ่มากจากการ์ตูนเรื่อง Molesworth ที่เธอเคยอ่านในวัยเด็กมากกว่า ความจริงเธอแทบจะหลับทุกคาบและเรียนให้มันพอผ่านๆ ไปเท่านั้น แต่หลายสิ่งที่เธอหยิบมาจากวิชาเสริมนี้ก็ปรากฏชัดเจนอยู่ในงานเขียนของเธอเช่นกัน - บาซิลิกส์ เซนทอร์ ฮิบโปกริฟท์ หรือแม้แต่ชื่อจริงของศาสตราจารย์มักกอนนากัล (มิเนอร์ว่า ซึ่งเป็นชื่อของเทพีกรีกแห่งปัญญา)
ส่วนหนึ่งของหลักสูตรเอกฝรั่งเศส คือ การไปแลกเปลี่ยนที่ปารีสหนึ่งปีและนั่นเป็นครั้งแรกที่โจได้เดินทางไปต่างประเทศ ปารีสไม่ใช่โปสการ์ดโรแมนติกอย่างที่เธอจินตนาการ แต่มันคือการฝึกใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน การเดินถนน ซื้อของ ขึ้นรถไฟ การฝึกอยู่ในสังคมที่ไม่ใช่บ้านเกิดของตนเอง บางทีการเลือกเอกฝรั่งเศสก็อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญเสียทีเดียว เพราะโจมีเชื้อสายฝรั่งเศสจากฝั่งแม่ ตระกูลโวลอง (Volant) ที่อพยพมาสู่เกาะอังกฤษตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ภาษาฝรั่งเศสจึงไม่ใช่แค่ตัวเลือกในหลักสูตร หากยังเป็นการเชื่อมโยงไปหาเงาอดีตของครอบครัว การเรียนฝรั่งเศสที่เอ็กซิเตอร์จึงสะท้อนทั้งแรงกดดันจากพ่อที่อยากให้ลูกมีงานมั่นคงและแรงผลักดันจากสายเลือดฝั่งแม่ที่ฝังรากไว้ในชื่อสกุลของเธอเอง
เมื่อมองย้อนกลับไป จะเห็นว่าฝรั่งเศสไม่ใช่เพียงวิชาที่โจสอบผ่าน แต่เป็นดินแดนวัฒนธรรมที่แทรกซึมเข้าไปในโลกเวทมนตร์ที่เธอสร้าง ตั้งแต่ชื่อโรงเรียนโบซ์บาตง (Beauxbatons) ตัวละครเฟลอร์ เดอลา-กูร์ (Fleur Delacour) จนถึงรากคาถาหลายคำที่หยิบตรงมาจากภาษาฝรั่งเศส เป็นการสืบต่อสายเลือดด้วยภาษาผ่านปลายปากกาของเธอเอง
แม้เจ.เค.โรว์ลิงจะบอกว่าเอ็กซิเตอร์คือ "ความผิดพลาดครั้งใหญ่" เพราะเธอยอมพ่อแม่มากเกินไป แต่ถ้ามองย้อนกลับไป ในฐานะผู้อ่านและแฟนตัวยงของแฮร์รี่ พอตเตอร์ ช่วงเวลาที่เอ็กซิเตอร์ของโจ คือ การเติมคลังวัตถุดิบเข้าไปในจักรวาลโลกเวทมนตร์แทบทั้งสิ้น ทั้งภาษาที่จะกลายเป็นชื่อคาถา คำสาปและเวทมนตร์ ตำนานสัตว์มหัศจรรย์ โครงเรื่องการเดินทางของวีรบุรุษ การเป็นคนนอกในโลกอันแสนธรรมดาของแฮร์รี่ การมีโรงเรียนเวทมนตร์นานาชาติอยู่ทั่วโลก ไม่ใช่แค่ฮอกวอตส์ที่เดียว
ดังนั้นเอ็กซิเตอร์จึงเป็นทั้งจุดยอมจำนวนและการฝังเมล็ดพันธุ์ในเวลาเดียวกัน สำหรับโจการเขียนอย่างเงียบๆ ต่อไป เป็นดั่งคำสัญญาต่อตัวเองว่า "ฉันจะเป็นนักเขียน ไม่ว่าใบปริญญาจะบอกว่าฉันจบอะไรก็ตาม" ความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่เธอเคยกล่าวไว้ กลับกลายเป็นวัตถุดิบในการสร้างจักรวาลวรรณกรรมที่ขายได้กว่าพันล้านเล่มทั่วโลก เป็นบทเรียนแลข้อคิดให้กับคนรุ่นหลังได้เช่นกันว่า บางครั้งความผิดพลาดอาจเป็นสูตรลับอีกแบบหนึ่งของความสำเร็จได้เช่นกัน
องค์กรแอมเนสตี้
โจจบการศึกษาจากเอ็กซิเตอร์ในปี 1987 เธอย้ายไปอยู่ที่ลอนดอนเริ่มต้นชีวิตวัยทำงาน ตลอดสามปี โจเปลี่ยนงานอยู่บ่อยครั้ง เธอไม่เคยอยู่ที่ไหนนานจนผ่านตำแหน่งพนักงานชั่วคราวเลยสักครั้งเดียว เธอลงเรียนคอร์สสองภาษาสั้นๆ ชีวิตมนุษย์วัยทำงานที่ต้องหาเงินเพื่อค่ากิน ค่าที่พักและค่าเดินทาง วิ่งเข้าหาเธอ โลกแห่งความเป็นจริงที่พร้อมจะทดสอบหนุ่มสาววัยเดียวกันกับโจ ในมหานครใหญ่ระดับโลกอย่างลอนดอน
แต่งานที่ทิ้งรอยแผลและปมรากลึกไว้ให้กับเธอมากที่สุด คือ ตำแหน่งผู้ช่วยวิจัยฝ่ายแอฟริกาขององค์กรสิทธิมนุษยชนชื่อดังอย่างแอมเนสตี้ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน ในห้องทำงานเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยกองเอกสาร โจนั่งอ่านจดหมายที่ถูกลอบส่งออกมาจากสถานที่อันห่างไกล เสียงคร่ำครวญของนักโทษทางการเมือง ครอบครัวตามหาคนหายอย่างสิ้นหวัง ภาพถ่ายเหยื่อที่ถูกทรมาณ รายงานการถูกข่มขืนและการประหารที่ไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม ดูราวกำลังกรีดร้องออกมาผ่านหน้ากระดาษที่โจกำลังอ่านในแต่ละวัน
เสียงเหล่านี้เป็นดั่ง "ฝันร้าย" ที่ฝังลงไปในความทรงจำของเธอ บางครั้งมันก็หดหู่เกินกว่าจะรับไหว แต่ขณะเดียวกันโจก็ยังได้เห็นถึงความงดงามของมนุษย์มากกว่าครั้งใดในชีวิต
“ฉันเคยทำงานอยู่ช่วงหนึ่ง ที่ฝ่ายวิจัยแอฟริกาขององค์กรแอมเนสตี้ที่สำนักงานใหญ่ลอนดอนและที่นั่นฉันได้เห็นสิ่งที่สาหัสที่สุดในชีวิต
ฉันเห็นภาพถ่ายของเหยื่อการทรมาน อ่านคำให้การของนักโทษที่ถูกบังคับให้หายสาบสูญ ทุกวันทำงาน ฉันได้เห็นหลักฐานใหม่ ๆ ว่ามนุษย์สามารถทำสิ่งเลวร้ายต่อกันได้เพียงใด
แต่ที่แอมเนสตี้ฉันก็ได้เรียนรู้เรื่องความดีของมนุษย์มากกว่าที่เคยรู้ที่ไหนมาก่อนเช่นกัน”
J.K. Rowling - Harvard Commencement Speech, 2008
ช่วงเวลาที่แอมเนสตี้สร้างมุมมอง ความคิดและตัวตนของโจไปตลอดกาล เธอเจอกับใบหน้าของความอยุติธรรมรายวัน เธอได้พบเจอกับเสียงที่ถูกทำให้ไม่ได้ยิน (the voiceless) คนถูกทำให้หายสาปสูญ ถูกทรมาณ ถูกข่มขืน ครอบครัวที่ถูกทำลาย แต่ขณะเดียวกันก็ยังเชื่อมั่นว่ามนุษย์เราสามารถเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้แม้จะไม่เคยต้องอยู่ในสถานการณ์เดียวกันมาก่อน สำหรับโจนั่นคือพลังวิเศษหรือเวทมนตร์ที่แท้จริงของมนุษยชาติ
ประสบการณ์เหล่านี้บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งการปกป้องกลุ่มคนเปราะบางให้กับโจ รวมทั้งความศรัทธาและเชื่อมั่นในพลังของความเห็นอกเห็นใจและจินตนาการ ประสบการณ์อันเลวร้ายของผู้คนต่างๆ ที่เธอได้รับรู้ เป็นดั่งความมืดมิดอันน่ากลัวที่เข้ามาท้าทายจิตใจของเธอ แอมเนสตี้จึงไม่ไดแค่ช่วยเติมประวัติการทำงานของโจเท่านั้น แต่กลายเป็นห้องเรียนศีลธรรมที่ไม่ได้อยู่ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัย และมันกลายเป็นแรงขับเคลื่อนให้โจสร้างมูลนิธิและองค์กรการกุศลหลายแห่งในเวลาต่อมา ส่วนใหญ่เป็นมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือ เด็ก ผู้ยากไร้หรือผู้ลี้ภัย เพราะเธอได้เห็นมากับตาของตัวเองแล้วว่าระบอบเผด็จการสามารถทำลายชีวิตของคนปกติสามัญได้มากขนาดไหน
ค.ศ. 1990 : ปีแห่งการกำเนิดและการสูญเสีย
หลังจากช่วงเวลาที่องค์กรแอมเนสตี้ โจยังคงรับงานชั่วคราวไปเรื่อยๆ ในลอนดอน ชีวิตที่เต็มไปด้วยโต๊ะทำงานเล็กๆ โทรศัพท์สำนักงานและเงินเดือนพอจ่ายค่าเช่าห้อง แต่ยามว่างเธอยังคงอุทิศให้กับการเขียนนิยายไปด้วย แม้นิยายเหล่านั้นจะไม่เคยถูกตีพิมพ์เลยก็ตาม วันหยุดสุดสัปดาห์เธอเริ่มเดินทางขึ้นเหนือไปยังแมนเชสเตอร์ เพราะแฟนหนุ่มอยู่ที่นั่น ช่วงเวลาก่อนที่ทั้งคู่จะตัดสินใจจะย้ายไปอยู่ด้วยกันจริงๆ ความสัมพันธ์ระยะไกลทำให้โจต้องนั่งรถไฟไปมาระหว่างสองเมืองอยู่บ่อยครั้ง และบนเส้นทางสายรถไฟนี้เองที่จะเปลี่ยนโลกวรรณกรรมไปตลอดกาล
ช่วงกลางปี บนรถไฟสายแมนเชสเตอร์ลอนดอนที่ล่าช้าไปเกือบสี่ชั่วโมง โจแอนน์ โรว์ลิงนั่งมองวิวทิวทัศน์ภายนอก จู่ๆ ภาพของเด็กชายผมยุ่งกับแผลเป็นบนหน้าผากก็โผล่ขึ้นมาในหัวเธอ - เด็กชายคนหนึ่งที่ไม่รู้ว่าตนเองเป็นพ่อมด กำลังจะไปโรงเรียนเวทมนตร์ - ตลอดเส้นทางกว่าจะถึงลอนดอน ไอเดียต่างๆ พรั่งพรูเข้ามาในหัวของโจ ฮอกวอตส์ ผีประจำบ้าน โพลเตอร์ไกส์ แฮกริด - พวกเขาค่อยๆ ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของหญิงสาววัยยี่สิบห้าปีซึ่งเป็นเลขาชั่วคราวของบริษัทแห่งหนึ่งในลอนดอน
จินตนาการที่พรั่งพรูไม่ได้หยุดหรือหายไปเมื่อเสียงล้อเหล็กหยุดลง คืนนั้นโจนอนไม่หลับ เธอนั่งอยู่บนโต๊ะทั้งคืน จดไอเดียทุกอย่างที่ผุดขึ้นมาตลอดการเดินทางลงในกระดาษ ในใจรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้พบว่า นี่ล่ะคือเรื่องราวที่เธอต้องการเขียนจริงๆ โดยไม่คาดคิดมาก่อนว่ามันจะเป็นงานที่ยาวนานไปอีกหลายสิบปีและจะสร้างปรากฏการณ์ทางวัฒนธรรมไปทั่วโลก ไอเดียไม่ได้หยุดแค่คืนนั้น ช่วงเดือนถัดมาโจค่อยๆ เติมรายละเอียดโลกเวทมนตร์ทีละเล็กละน้อย ลองผิดลองถูก ใส่อันนี้เพิ่ม ดึงอันนี้ออก หาความเชื่อมโยงของพล็อท เธอไม่ได้หยุดไว้เพียงแค่ฝันกลางวัน แต่ค่อยๆ ต่อเติมอย่างเป็นระบบ ประวัติของฮอกวอตส์ กฏเกณฑ์ของเวทมนตร์ วิชาเรียน ฯลฯ ถึงจุดหนึ่งโจจึงตระหนักได้ทันทีว่า ที่จะเป็นนิยายชุดยาว
ประมาณช่วงปลายปี โจลาออกจากงานและย้ายไปอยู่แมนเชสเตอร์กับแฟนหนุ่ม เธอเป็นพนักงานชั่วคราวที่หอการค้าท้องถิ่น ในมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ณ ช่วงเวลานี้เอง โลกของโจเต็มไปด้วยความขัดแย้งระหว่าง “ความฝันที่เพิ่งก่อร่าง” และ “ความจริงที่โหดร้าย” ในบ้านที่เชลท์แนม แอนน์ โรว์ลิง แม่ของเธอ หลังจากต่อสู้กับโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (MS) มานานกว่าทศวรรษ ตอนนี้อาการเริ่มทรุดหนักลงเรื่อยๆ
โจไม่เคยได้มีโอกาสบอกแม่ว่าเธอกำลังเขียนเรื่องเกี่ยวกับเด็กชายผู้วิเศษ ที่ตอนนี้มีเพียงเค้าร่างบางส่วนอยู่ในหัวและเศษกระดาษของข้อมูลที่กระจัดกระจายทั่วแฟลตเล็กๆ เธอหวังว่าสักวันจะทำให้แม่ได้เห็นไอเดียของเธอกลายเป็นหนังสือขึ้นมาจริงๆ แต่เธอก็ลังเลเกินกว่าจะเอ่ยออกไป บางทีอาจเป็นเพราะกลัวจะถูกมองว่าเป็นเพียงความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ของลูกสาวที่ยังหางานมั่นคงไม่ได้
แล้ววันที่โลกของโจแตกสลายก็มาถึง
30 ธันวาคม ค.ศ. 1990 แอนน์ โรว์ลิงเสียชีวิตในวัยเพียง 45 ปี เธอไม่เคยรู้ว่าลูกสาวได้เริ่มต้นเขียนอะไรไว้ในใจ อะไรบางอย่างที่จะกลายเป็นตำนานในอีกสิบปีให้หลัง เจ.เค.โรว์ลิง ยังคงย้ำถึงเหตุการณ์นี้เสมอว่าเป็นความเสียใจขั้นสุดในชีวิตที่เธอไม่มีวันลืม
ความตายครั้งนี้ไม่เพียงพรากเสาหลักของชีวิต แต่ยังฝังธีมของการสูญเสียไว้ในงานเขียนของโจอย่างลึกซึ้ง แฮร์รี่ต้องกลายเป็นเด็กกำพร้า โลกเวทมนตร์ที่เต็มไปด้วยผีและคำถามเรื่องชีวิตหลังความตาย ทั้งหมดสะท้อนเงาของการจากไปของแอนน์ในช่วงเวลาที่โจกำลังเริ่มต้นชีวิตผู้ใหญ่ และโจเองไม่รู้เลยว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นที่ทำให้ชีวิตของเธอ ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ตกต่ำที่สุดหลังจากนี้ต่อไปอีก 5-6 ปี
..To be continue..