*** ถอดความเฉพาะส่วนที่สัมภาษณ์ J.K Rowling ***
ฉันไม่เคยตั้งใจจะทำให้ใครเสียใจ แต่ฉันก็ไม่ได้ลำบากใจที่จะต้องก้าวลงจากหิ้ง
สิ่งที่ฉันสนใจในช่วงหลายปีมานี้ โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย คือคำวิจารณ์ที่ว่า
คุณทำลายชื่อเสียงตัวเองไปหมดแล้ว คุณควรจะเป็นที่รักตลอดไปแต่กลับเลือกที่จะพูดแบบนี้
ฉันคิดว่านั่นเป็นการเข้าใจตัวฉันผิดอย่างมหันต์ ฉันไม่ได้เดินวนอยู่ในบ้านแล้วคอยพะวงเรื่องชื่อเสียงที่ทิ้งไว้ข้างหลัง
การใช้ชีวิตแบบนั้นมันดูโอ้อวดเกินไป ช่างมันเถอะ
สุดท้ายฉันก็ต้องตายอยู่ดี ฉันแคร์ปัจจุบันและแคร์ผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่มากกว่า
Megan : ทำไมมนุษย์เรา โดยเฉพาะเด็กๆ ถึงชอบเรื่องแม่มด พ่อมด ยักษ์และศาสตร์มืด? มันมีอะไรในตัวเรา และอะไรในโลกเวทมนตร์ที่ทำให้เราหลงใหลได้ขนาดนี้?
J.K : ฉันสนใจเรื่องนี้มาก เพราะมันสะท้อนถึงบางสิ่งที่ลึกซึ้งในธรรมชาติของมนุษย์ เวทมนตร์มอบอำนาจในการจัดการสิ่งต่างๆ (Agency) ให้กับคนในแบบที่ปกติพวกเขาจะไม่มี และฉันคิดว่าสิ่งนี้ดึงดูดเด็กๆ เป็นพิเศษ เพราะเด็กๆ มักจะอยู่ในสภาวะที่ไร้อำนาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่เด็กในครอบครัวที่อบอุ่นก็ยังถือว่าค่อนข้างไร้อำนาจ ดังนั้นแนวคิดเรื่องการมีพลังลึกลับ พลังที่เหนือธรรมดา หรือพลังเหนือธรรมชาติ จึงเป็นสิ่งที่เย้ายวนใจเราทุกคน ทั้งผู้ใหญ่และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กๆ
Megan : ฉันอยากย้อนกลับไปช่วงเริ่มต้น แม้คุณจะพูดถึงช่วงนี้บ่อยแล้ว แต่ฉันรู้ว่าเรื่องเล่าของเราไม่ใช่สิ่งหยุดนิ่ง มันเปลี่ยนไปตามกาลเวลา มุมมองที่ย้อนกลับไปมองและประสบการณ์ใหม่ๆ ตามช่วงชีวิตที่เราเล่าเรื่องนั้นอีกครั้ง
J.K : ฉันเข้าใจเลยค่ะ ฉันถูกถามเรื่องไอเดียบนรถไฟมาเป็นล้านครั้ง แต่การมองย้อนกลับไปบางครั้งก็ทำให้เราค้นพบความเข้าใจในตัวเองหรือความทรงจำที่ชัดเจนขึ้นอย่างน่าประหลาด ฉันได้ไอเดียพอตเตอร์บนรถไฟตอนอายุ 25 ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมมันถึงแวบเข้ามา แต่มันทำให้ฉันคิดทันทีว่า ฉันต้องเขียนเรื่องนี้ เรื่องที่แปลกคือ ฉันไม่ใช่นักอ่านแนวแฟนตาซีตัวยง สิ่งที่ฉันสนใจที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดคือ ธรรมชาติของมนุษย์
เขาอยู่กับพวกเดอร์สลีย์มาเกือบสิบปีแล้ว สิบปีแห่งความทุกข์ทรมาณ นานเท่าที่เขาจำความได้นับตั้งแต่เขายังเป็นเด็กเล็กๆ
และพ่อแม่ตายไปด้วยอุบัติเหตุรถยนต์ เขาจำตอนที่อยู่ในรถยนต์เมื่อพ่อแม่ตายไม่ได้เลย
เขาจำพ่อแม่ของเขาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ป้ากับลุงก็ไม่เคยพูดถึงพ่อกับแม่
และแน่นอน เขาถูกห้ามถามคำถามใดๆ ทั้งสิ้น ไม่มีรูปถ่ายของพ่อแม่อยู่ในบ้านหลังนี้ด้วย
บทที่ 2 : กระจกล่องหน แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับ ศิลาอาถรรพ์
แต่เรื่องนี้มีบางอย่างที่พิเศษ คือเด็กชายที่เป็นทุกข์และไร้อำนาจคนหนึ่ง จู่ๆ ก็ตระหนักได้ว่าเขามีพลังอะไรและเขาคือใครกันแน่
Megan : ช่วยย้อนกลับไปช่วงปี 1990 หน่อยได้ไหมคะ? ฉันเคยได้ยินคุณบรรยายว่าช่วงนั้นเปรียบเสมือนฝันร้ายที่สุดในชีวิตที่กลายเป็นจริง
J.K : ใช่ค่ะ ช่วงต้นทศวรรษ 90 สำหรับฉันมันแย่มาก ชีวิตช่วงนั้นแปรปรวนสุดๆ แม่ฉันป่วยหนัก ฉันเพิ่งย้ายจากลอนดอนไปแมนเชสเตอร์ แล้วแม่ก็เสียในคืนวันที่ 30 ธันวาคม 1990 แต่ฉันเพิ่งมารู้เรื่องตอนเช้ามืดวันสิ้นปี แม่เพิ่งอายุ 45 ท่านป่วยมานานมาก แต่พวกเราไม่มีใครคิดว่าท่านจะจากไปกะทันหันขนาดนี้ เหตุการณ์นั้นเหมือนลูกตุ้มเหล็กที่พังทลายชีวิตฉัน ทศวรรษนั้นทั้งทศวรรษจึงเต็มไปด้วยความสูญเสีย ซึ่งมันอาจทำให้ฉันอยากเลิกเขียนเรื่องที่แต่งอยู่ไปเลยก็ได้
แต่กลายเป็นว่าความสูญเสียและความสิ้นหวังนั้นกลับไหลเข้าไปอยู่ในเรื่องแทน ณ จุดนั้นเองที่เรื่องราวเปลี่ยนไป ทุกอย่างมืดหม่นและลึกซึ้งขึ้นทันที
ไอเดียที่เริ่มต้นบนรถไฟในวันนั้น กลายมาเป็นเรื่องราวเด็กกำพร้า
J.K : ช่วงหกเดือนก่อนแม่เสียชีวิต ฉันใช้พล็อตเรื่อง (เด็กกำพร้า) แบบไม่คิดอะไรนัก แต่ในความเป็นจริง การเป็นเด็กกำพร้าคือโศกนาฏกรรม และตอนนี้ฉันได้เข้าใจความสูญเสียอย่างแท้จริงแล้ว ต้นฉบับเล็กๆ นี้มีเพียงฉันที่รู้ ยังไม่มีใครเคยเห็นและฉันก็ไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลย มันคือสิ่งเดียวที่ฉันยึดเหนี่ยวไว้ในขณะที่ฉันออกเดินทางไปตามเส้นทางชีวิตของตัวเอง
ในปี 1991 เมื่ออายุ 25 ปี โรว์ลิ่งเลิกกับแฟนหนุ่ม ลาออกจากงานและออกจากอังกฤษ
J.K : ฉันตัดสินใจว่าต้องหนีไปให้ไกล เลยเดินทางไปต่างประเทศ ฉันรู้ว่าตัวเองชอบสอนหนังสือ เลยคิดว่าจะพักสักปีเพื่อไปเป็นครู และไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน แต่ฉันเลือกไปโปรตุเกส ช่วงแรกมันก็ได้ผลนะ การได้อยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ช่วยฉันได้มาก แต่จริงๆ แล้วอารมณ์ความรู้สึกของฉันยังเปราะบางเหลือเกิน แม้จะมีความสุขและโล่งใจที่ได้หนีจากสิ่งคุ้นเคย แต่ความจริงคือฉันกำลังหลงทาง และแค่แสร้งทำเป็นว่าไม่ได้หลงทางอยู่เท่านั้น
Megan : ก็คือคุณไปโปรตุเกส แล้วได้พบกับชายคนหนึ่ง
J.K : ใช่ค่ะ ฉันเจอเขาในบาร์กับกลุ่มเพื่อน เขาดูดีและบอกว่าเป็นนักข่าว เราเริ่มเดทกัน มันก็โอเคดีนะคะ ฉันใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ กับความสัมพันธ์ที่ไม่สมบูรณ์แบบนัก แต่มันรู้สึกดีที่มีคนต้องการและมอบความรักให้ แม้ลึกๆ ฉันจะยังรู้สึกเคว้งคว้างก็ตาม
แล้วฉันก็ท้องโดยไม่ตั้งใจ เขาขอฉันแต่งงานตอนนั้น แต่หลังจากนั้นไม่นานฉันก็แท้ง มันเป็นโศกนาฏกรรมที่กระทบทั้งร่างกายและจิตใจอย่างรุนแรง เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่อีกครั้งจนจิตใจฉันเริ่มไม่มั่นคง ฉันจำได้ว่าในตอนที่กำลังโศกเศร้า ฉันบอกกับตัวเองว่า เราจะไม่แต่งงานกับคนนี้แล้วนะ โจ ทุกอย่างมันชัดเจนแล้ว
แต่เขาเฝ้ากดดันเรื่องแต่งงานหนักมาก จนสุดท้ายฉันก็ยอมเข้าพิธี และท้องอีกครั้งทันทีหลังแต่งงาน ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดีมาก เพราะฉันนึกภาพโลกที่ไม่มีเจสสิก้า (ลูกสาว) ไม่ออกเลย ท่ามกลางเรื่องเลวร้ายทั้งหมด สิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดที่เกิดขึ้นก็คือลูกสาวของฉันค่ะ
Megan : แต่จากที่ฉันเข้าใจ แม้ว่าก่อนลูกสาวคุณจะเกิด สามีคุณก็เริ่มทำตัวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ใช่ไหม
J.K : ใช่ค่ะ สถานการณ์ตอนนั้นเลวร้ายมาก แต่ถ้าไม่เจอกับตัวจริงๆ ก็คงไม่รู้ว่าจะเลือกทำอย่างไร ฉันเคยทิ้งเขาไปสองครั้งและกลับไปเริ่มใหม่ทั้งสองครั้ง ชีวิตแต่งงานตอนนั้นเต็มไปด้วยความรุนแรงและการควบคุม เขาค้นกระเป๋าฉันทุกครั้งที่กลับบ้าน ฉันไม่มีกุญแจบ้านตัวเองด้วยซ้ำเพราะเขาเป็นคนคุมประตูทั้งหมด เขาสงสัยว่าฉันจะหนีอีกครั้ง มันเป็นช่วงที่เครียดมากเพราะฉันต้องแสร้งทำเหมือนจะไม่ไปไหน ทั้งที่ฉันเป็นคนเก็บความรู้สึกไม่เก่งเลย แต่น่าแปลกที่ต้นฉบับนิยายยังคงงอกเงยขึ้นเรื่อยๆ เขารู้ว่ามันสำคัญกับฉันมาก ถึงขั้นเคยเอาต้นฉบับไปซ่อนเพื่อใช้เป็นตัวประกัน
พอฉันตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะไปแน่ๆ ฉันเลยแอบหยิบต้นฉบับไปที่ทำงานทีละไม่กี่หน้าเพื่อเอาไปซีร็อกซ์เก็บไว้ในตู้ที่ห้องพักครูทีละนิดๆ เพราะฉันกลัวว่าถ้าหนีออกมาพร้อมของทุกอย่างไม่ได้ เขาอาจจะเผาหรือยึดมันไว้เป็นตัวประกัน ต้นฉบับนั้นสำคัญกับฉันมาก เป็นสิ่งเดียวที่ฉันต้องรักษาไว้ให้ได้รองจากลูกสาว ซึ่งตอนนั้นเธอยังอยู่ในท้อง ฉันจึงรู้สึกว่าเธอยังปลอดภัยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในตอนนั้นค่ะ
เดือนกรกฎาคม ปี 1993 โรว์ลิ่งให้กำเนิดลูกสาว ชื่อว่า เจสสิก้า
J.K : ประมาณหนึ่งเดือนก่อนจะจากมา ฉันคิดได้อย่างชัดเจนว่า ลูกสาวจะต้องไม่โตมาเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับแม่ของเธอ เธอต้องไม่เติบโตมาพร้อมกับความคิดว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ฉันพยายามวางแผนการหนีออกมาอย่างเป็นระบบ เตรียมทุกอย่างให้พร้อมเพื่อให้การพาลูกหนีให้เป็นไปอย่างราบรื่น แต่แล้วในคืนหนึ่ง ประมาณหนึ่งสัปดาห์ก่อนกำหนด เขาก็โมโหใส่ฉันอย่างรุนแรงจนฉันตบะแตกและโพล่งออกไปว่า ฉันจะไปจากที่นี่
เขาใช้ความรุนแรงทันทีและขู่ว่า ถ้าจะไปก็ไปคนเดียว แต่เธอจะไม่ได้เจสสิก้า ฉันจะเอาลูกไปซ่อน ฉันจึงสู้สุดใจและต้องยอมชดใช้ด้วยความเจ็บปวด เหตุการณ์คืนนั้นรุนแรงมาก จบลงที่ฉันลงไปนอนกองอยู่บนท้องถนน จากนั้นฉันจึงตัดสินใจไปแจ้งความ ตำรวจยืนยันว่าฉันถูกทำร้ายจริงเพราะมีรอยฟกช้ำชัดเจน วันรุ่งขึ้นฉันจึงพาตำรวจกลับไปที่บ้านเพื่อพาเจสสิก้ากลับคืนมา
สำหรับฉันแล้ว เส้นแบ่งของเรื่องนี้ชัดเจนมาก และฉันก็ยังคงเป็นผู้หญิงคนนั้น คนที่ผ่านเหตุการณ์นั้นมาค่ะ
Megan : พอย้ายกลับมาที่อังกฤษ ชีวิตคุณเป็นอย่างไรบ้าง
J.K : ฉันจะไม่บอกว่ามันตกต่ำมากจนคุณนึกภาพไม่ออก เพราะมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ฉันได้รับความช่วยเหลือจากหลายๆ คนที่มีเมตตา - ฉันไปขออาศัยอยู่กับน้องสาว ซึ่งแน่นอนว่าบางคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับฉันอาจไม่ได้รับโอกาสแบบนี้ - แต่นั่นล่ะ ฉันพักอยู่กับน้องสาวประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อนจะย้ายออกมาหาที่อยู่เอง เป็นห้องเช่าขนาดเล็ก (bedsit) มีห้องน้ำแล้วก็ครัวพร้อมกับทุกอย่างๆ อยู่ด้วยกัน
Megan : เหมือนห้องคอนโดสตูดิโอน่ะเหรอ
J.K : ประมาณนั้นล่ะ แต่นั่นก็ฟังดูหรูหราไปสักหน่อยนะ - ฉันกับลูกพักอยู่ด้วยกัน ฉันใช้ชีวิตด้วยเงินช่วยเหลือจากรัฐบาล - หรือที่คุณเรียกว่าสวัสดิการนั่นล่ะ และสุขภาพจิตของฉันก็ยังไม่ปกติดี ฉันไม่เคยอาศัยอยู่ที่สก็อตแลนด์มาก่อน แม้ว่าฉันจะมีบรรพบุรุษเป็นชาวสก็อตก็เถอะ - แต่ฉันก็เลือกมาอยู่ที่นี่เพราะน้องสาวของฉันอยู่ที่นี่ด้วย - ฉันเพิ่งแยกทาง เสียเวลา คิดอยากฆ่าตัวตาย ฉันตกไปสู่วังวนแห่งความมืดและเปราะบาง
แต่มันก็ช่วยให้ฉันเห็นว่าอะไรที่สำคัญ ฉันยอมรับกับตัวเองตรงๆ ว่าล้มเหลว แต่ฉันยังมีเรื่องราวที่ฉันรักมากกว่าสิ่งใด มันเป็นความรักที่ฉันไม่เคยสัมผัสมาก่อนและมันก็ทรงพลังมาก แล้วฉันก็ลงมือเขียนมันต่อไป
ฉันใช้เวลาเขียนแฮร์รี่ พอตเตอร์อยู่ 17 ปี และฉันเข้าใจหลายสิ่งในเรื่องราวนั้นที่อาจไม่มีใครสามารถเข้าใจได้ - และฉันยังคงเชื่อแบบนั้น แม้กระทั่งตอนนี้ที่ชีวิตฉันดีขึ้นแล้ว รวมถึงจิตใจของฉันที่แข็งแรงและปกติดีในตอนนี้ - ฉันยังคงยึดติดกับส่วนนั้น โครงร่างที่ฉันเขียนมันขึ้นมาท่ามกลางความมืดมิด เพราะนั่นคือแก่นทั้งหมดของเรื่องราวที่ทรงพลัง
ซึ่งฉันเองก็ยังไม่รู้ ว่าผลลัพธ์มันจะออกมายังไง.
Megan : หนึ่งในเรื่องเล่าคลาสสิกเกี่ยวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ ซึ่งเป็นความจริงด้วย ที่ว่าหนังสือเล่มแรกถูกสำนักพิมพ์ปฏิเสธถึง 12 แห่ง ก่อนที่แหล่งสุดท้ายจะยอมตอบรับและตีพิมพ์
J.K : สำนักพิมพ์ต้องทำตามกระแสและความนิยมของตลาด ซึ่งนั่นเป็นการตัดสินใจในแง่ของธุรกิจ ฉันคิดว่าบางครั้งพวกเขาก็อาจทำผิดพลาดได้ และเพราะว่าต้องอิงตามกระแสและความนิยมนั่นล่ะ ที่อาจทำให้มุมมองของเขาจำเพาะและแคบเกินไป - แต่นั่นมันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น - ฉันคิดว่ามีอยู่สามอย่างที่เกิดขึ้นกับหนังสือ - อย่างแรก โรงเรียนประจำ - ขอผ่าน! ไม่มีใครสนใจอ่านหรอก - สอง มันยาวเกินไป เล่มแรกความยาว 95,000 คำ แต่ลองเทียบกับฟินิกซ์ - ภาคีนกฟินิกซ์ - สิ ฉันจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันยาวแค่ไหน และสาม - ฉันอาจจะคิดผิดก็ได้นะ เพราะมันเป็นเรื่องราวของเด็กผู้ชาย ดังนั้นพวกเขาเลยไม่อยากให้ฉันใช้ชื่อจริงบนหน้าปกหนังสือ พวกเขาอยากให้ฉันใช้ชื่อย่อแทน
ครั้งแรกที่ฉันเห็นหนังสือในร้าน.. แม้จนถึงตอนนี้แล้ว มันก็ยังเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นกับฉัน และฉันไม่สามารถบรรยายออกมาให้คุณฟังได้ ฉันเป็นนักเขียนที่ได้ตีพิมพ์แล้ว ดูนั่นสิ..
Megan : คุณยังจำตอนที่เห็นมันครั้งแรกในร้านหนังสือได้ใช่ไหม
J.K : ฉันจำได้แม่นเลยล่ะ - แต่ตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้วนะ - ร้าน Waterstones อยู่บนถนนหลัก และฉันไม่ได้ไปที่นั่นเพื่อจะไปตามหามันหรอกนะ ฉันไปเพื่อจะซื้อสมุดภาพระบายสีให้ลูกสาว แล้วฉันก็หันไปมอง ตรงโซนหนังสือตัวอักษร R - ฉันคิดในใจว่า "มันจะอยู่ตรงนี้ไหมนะ" - แล้วฉันก็เห็นมัน อยู่ตรงนั้น หนังสือที่ไม่มีใครรู้จัก ไม่มีการโปรโมทหรืองานเลี้ยงเปิดตัวที่ใหญ่โต
Megan : ไม่แม้แต่จะอยู่ตรงหน้าต่างร้านเลยเหรอ
J.K : ไม่หรอก แน่นอนอยู่แล้ว! มันแค่ตั้งเงียบๆ อยู่บนชั้นวางแค่นั้น และมันเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของฉัน เป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย พวกเขา (สำนักพิมพ์ในตอนนั้น) ไม่มีงบการตลาดมากพอจะโปรโมทมันด้วยซ้ำ แต่ก็เริ่มเห็นได้ชัดเจน - ตั้งแต่เริ่มต้นเลยว่า - พวกเด็กๆ เริ่มพูดเกี่ยวกับหนังสือ เริ่มจากปากต่อปาก แล้วก็เริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เรื่อยๆ
J.K : ฉันไม่พร้อมรับมือ กับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นกับฉัน
ตอนนี้ ฉันรู้สึกขอบคุณ ขอบคุณอย่างมากที่ให้ฉันได้ทำงานที่ฉันรัก ซึ่งไม่มีอะไรมากไปกว่าความสุขใจอย่างที่สุด แต่ในทางวัตถุ ฉันพบว่าชีวิตฉันกำลังเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี พอถึงจุดหนึ่ง ฉันก็มีเงินพอที่จะซื้อบ้านได้หลังหนึ่ง แต่ฉันยังคงหวาดกลัว - ชื่อเสียงที่กำลังถาโถมเข้ามาแซงหน้าฉันหนึ่งก้าวเสมอ บ้านหลังแรกที่ฉันซื้อเป็นบ้านธรรมดาๆ อยู่ติดถนนที่สวยงามเรียบๆ มีกลุ่มนักข่าวจอดรถรออยู่หน้าบ้าน ห่างจากประตูเพียงไม่กี่ฟุต - ฉันเลยรู้สึกเหมือนต้องเล่นตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา และมันเปลี่ยนแปลงเร็วมากเกินกว่าฉันจะรับมือได้ ตลอดเวลา ฉันมีความหวาดกลัวซ่อนอยู่ข้างใน เพราะฉันรู้ว่า ยังมีคนข้างนอกที่ไม่หวังดีคอยจะเข้ามาหาฉันอยู่
แล้วก็เป็นดั่งที่คาด ฉันบอกความจริงให้คุณก็ได้ เหตุผลที่ฉันย้ายออกจากบ้านหลังแรกพร้อมกับลูก เพราะอดีตสามีของฉันมาหาและพยายามบุกเข้ามา ดังนั้นการย้ายบ้านในตอนนั้นจึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างรวบรัดและเร่งด่วน
Megan : แปลว่าหลังจากหนีมาได้ คุณยังคงกังวลอยู่ตลอด ว่ายังหนีไม่พ้นเงื้อมมือของสามี
J.K : เห็นใช่ไหม นี่ล่ะคือความวิตกจริตของมัน ฉันพยายามรักษาความเป็นส่วนตัว แต่ก็เหมือนมีสายตาจับจ้องมาที่บ้านฉันตลอดเวลา เพราะทุกคนอยากมาหาแล้วบอกว่า "ขอถ่ายรูปกับคุณได้ไหม" "ไม่ได้ คุณถ่ายภาพฉันที่บ้านไม่ได้" "ทำไมล่ะ คุณเป็นที่รักมากเลยนะ คุณเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง" แต่มันไม่ใช่แค่นั้นไง และผลลัพธ์มักจะตรงกันข้ามเลยด้วย เพราะครั้งล่าสุดที่อดีตสามีรู้ที่อยู่ของฉัน เขาพยายามจะบุกเข้ามา
Megan : มันเป็นแบบนั้นได้อย่างไร คุณกำลังเป็นดาวรุ่งแต่ต้องพยายามหลบซ่อนไปด้วย
J.K : ฉันคิดว่านั่นเป็นบทสรุปที่ถูกต้องที่สุด เท่าที่ฉันเคยได้ยินมา เกี่ยวกับสถานการณ์ของฉัน - พยายามที่จะปรับความเข้าใจ - แต่ขณะเดียวกันความสนใจของสื่อมวลชนก็กำลังจับจ้องลงมาหนักมาก คอยติดตามและอยากรู้ว่าฉันใช้ชีวิตอย่างไร ด้วยเหตุผลต่างๆ นาๆ - แต่ฉันเลือกแบบนั้น ไม่ใช่เพราะว่าฉันเป็น Salinger หรือเป็น Robert Gallbraith แค่เพราะว่า..
Megan : ความปลอดภัยของคุณเอง
J.K : ใช่เลย ฉันอยู่ภายใต้แรงกดดันจริงๆ ที่ฉันไม่สามารถอธิบายให้ใครฟังได้
แล้วก็ข้ามไปสู่ปี 2000 ทุกอย่างก็ดูใหญ่โตมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งในมุมของฉันมันช่างบ้าสิ้นดี ฉันเคยต้องเซนต์หนังสือให้คนทั้ง 2000 พันคนในวันเดียว มีการต่อสู้กันในลานจอดรถ ฉันต้องมีคนคุ้มกันติดตามไปด้วย กลุ่มคนที่มาออกันแล้วมักจะจบลงด้วยความวุ่นวายอยู่เสมอ - จนเมื่อถึงงานๆ หนึ่ง เป็นครั้งแรกที่เราได้รับคำขู่วางระเบิดจากกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นชาวคริสต์ขวาจัดหัวรุนแรง -
ตอนนั้นเองที่ฉันเริ่มรู้สึกประสาทขึ้นมาจริงๆ แล้ว คุณรู้ไหม..
... จบ ตอนที่ 1 ...
ถอดบทสัมภาษณ์โดยเว็บไซต์ The Rowling Library
ติดตามเรื่องราวซีรีส์ The Witch Trials of J.K. Rowling ได้ทาง Podcast นี้
เรียบเรียงบทความโดยโดย Shootty แอดมินเพจพอตเตอร์ไดอารี่
หากนำบทความออกไปโปรดอ้างอิงเว็บไซต์และผู้เรียบเรียง
ติดตามกันได้ที่เพจ https://www.facebook.com/potterdiarythaifa