การให้สัมภาษณ์ล่าสุดของเอ็มม่า ดูเหมือนจะทำให้เจ.เค.โรว์ลิงตัดสินใจแล้วว่า
ไม่มีการอ้อมค้อมอีกต่อไป
ฉันเห็นความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ผ่านตามาพอสมควร ดังนั้นฉันจึงอยากชี้แจงสักสองสามประเด็น
ฉันไม่ได้เป็นเจ้าหนี้ชีวิตใครที่จะมาบังคับให้นักแสดงที่เคยรับบทตัวละครที่ฉันสร้างต้องมาคอยพยักหน้าเห็นดีเห็นงามกับฉันไปชั่วกัลปาวสาน แนวคิดแบบนั้นมันน่าขันพอๆ กับการที่ฉันต้องคอยกลับไปถามเจ้านายเก่าสมัยอายุ 21 ว่าทุกวันนี้ฉันควรมีความคิดเห็นเรื่องอะไรบ้าง
เอ็มมา วัตสันและเพื่อนนักแสดงของเธอ มีสิทธิ์เต็มที่ที่จะโอบรับอุดมการณ์เรื่องอัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity Ideology) ความเชื่อเหล่านี้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และฉันไม่ต้องการเห็นพวกเขาถูกขู่ว่าจะตกงาน ถูกทำร้าย หรือถูกขู่ฆ่า เพียงเพราะความเชื่อของพวกเขา
อย่างไรก็ตาม โดยเฉพาะเอ็มมาและแดน (แดเนียล) ได้แสดงออกชัดเจนตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาคิดว่าความสัมพันธ์ทางวิชาชีพในอดีต มอบสิทธิ์พิเศษหรือเป็นหน้าที่ ให้พวกเขาต้องออกมาวิพากษ์วิจารณ์ฉันและมุมมองของฉันในที่สาธารณะ หลายปีผ่านไปหลังจากที่พวกเขาเลิกเล่นหนังพอตเตอร์ พวกเขาก็ยังคงสวมบทบาทเป็นโฆษกโดยพฤตินัยของโลกที่ฉันเป็นคนสร้างขึ้น
เมื่อคุณรู้จักใครสักคนมาตั้งแต่อายุสิบขวบ มันยากที่จะสลัดความรู้สึกอยากปกป้องทิ้งไปได้ กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ฉันยังลบภาพจำของเด็กๆ ที่ต้องได้รับการประคับประคองอย่างอ่อนโยนผ่านบทพูดในสตูดิโอถ่ายหนังอันน่ากลัวและยิ่งใหญ่ไม่ได้เลย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ฉันปฏิเสธคำเชิญจากนักข่าวที่จะให้ความเห็นเจาะจงถึงตัวเอ็มมา โดยเฉพาะในรายการ The Witch Trials of JK Rowling ตลกร้าย ก็คือ ฉันบอกโปรดิวเซอร์ไปว่า ฉันไม่อยากให้เธอต้องโดนทัวร์ลงเพราะคำพูดของฉัน
พิธีกรในคลิปที่แนบมาได้ไฮไลต์สุนทรพจน์เรื่อง แม่มดทุกคน (All Witches) ของเอ็มมา และความจริงก็คือ นั่นเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับฉัน แต่มันมีเบื้องหลังที่เจ็บปวดยิ่งกว่าตัวสุนทรพจน์เสียอีก
เอ็มมาฝากคนส่งจดหมายที่เขียนด้วยลายมือมาให้ฉัน ซึ่งมีประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียวว่า 'หนูเสียใจมากกับสิ่งที่คุณกำลังเผชิญ' (ทั้งที่เธอก็มีเบอร์โทรศัพท์ของฉัน) เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงที่ฉันได้รับคำขู่ฆ่า ขู่ข่มขืน และขู่ทำร้ายร่างกายจำนวนมาก เป็นช่วงที่ระบบรักษาความปลอดภัยของฉันต้องยกระดับขึ้น และฉันต้องคอยห่วงความปลอดภัยของครอบครัวตลอดเวลา เอ็มมาเพิ่งจะราดน้ำมันลงบนกองไฟในที่สาธารณะไปหมาดๆ แต่กลับคิดว่าแค่เขียนแสดงความห่วงใยบรรทัดเดียวจะทำให้ฉันเชื่อในความเห็นอกเห็นใจและความเมตตาของเธอได้
เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่ไม่เคยต้องสัมผัสชีวิตผู้ใหญ่ที่ปราศจากเบาะรองรับอันนุ่มนิ่มที่เรียกว่าความมั่งคั่งและชื่อเสียง เอ็มมามีประสบการณ์ชีวิตจริงน้อยมาก จนเธอไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองไม่มี
เธอไม่มีวันต้องไปนอนในศูนย์พักพิงผู้รอดชีวิตจากถูกข่มขืน เธอไม่มีวันถูกส่งไปอยู่ในวอร์ดรวมโรงพยาบาลรัฐที่ปะปนเพศชายหญิง ฉันคงตะลึงถ้าเธอเคยใช้ห้องลองเสื้อตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป ตั้งแต่โตมาห้องน้ำสาธารณะ ของเธอก็คงเป็นแบบส่วนตัวที่มีการ์ดเฝ้าหน้าประตู เธอเคยต้องถอดเสื้อผ้าในห้องแต่งตัวสระว่ายน้ำรัฐที่เพิ่งเปลี่ยนเป็นแบบรวมเพศไหม เธอมีแนวโน้มที่จะต้องพึ่งพาศูนย์ช่วยเหลือเหยื่อข่มขืนของรัฐ ที่ปฏิเสธการรับประกันพื้นที่เฉพาะผู้หญิงหรือเปล่า หรือต้องไปติดคุกห้องเดียวกับนักโทษชายคดีข่มขืนที่ระบุตัวตนว่าเป็นผู้หญิง
ฉันไม่ได้เป็นเศรษฐีร้อยล้านตอนอายุ 14 ฉันเคยใช้ชีวิตด้วยความยากจนข้นแค้นในขณะที่เขียนหนังสือที่ทำให้เอ็มมาโด่งดัง ดังนั้นฉันจึงเข้าใจจากประสบการณ์ชีวิตของตัวเองว่า การย่ำยีสิทธิสตรีที่เอ็มมาเข้าร่วมและสนับสนุนอย่างกระตือรือร้นนั้น มันส่งผลกระทบอย่างไรต่อผู้หญิงและเด็กผู้หญิงที่ไม่ได้มีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่นแบบเธอ
ความย้อนแย้งที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ หากเอ็มมาไม่ตัดสินใจให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่าเธอรักและชื่นชมฉัน (ซึ่งฉันสงสัยว่าเป็นกลยุทธ์เปลี่ยนทิศทางลม เพราะเธอสังเกตเห็นว่าการรุมประณามฉันอย่างเกรี้ยวกราดเริ่มจะไม่ใช่แฟชั่นยอดฮิตเหมือนเมื่อก่อนแล้ว) ฉันก็คงไม่ออกมาพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมาขนาดนี้
ผู้ใหญ่ไม่สามารถคาดหวังว่าจะไปตีสนิทกับกลุ่มนักเคลื่อนไหวที่เรียกร้องให้ลอบสังหารเพื่อนตัวเองอยู่ปาวๆ แล้วค่อยกลับมาทวงสิทธิ์ในความรักจากเพื่อนคนเดิม ทำราวกับว่าเพื่อนคนนั้นเป็นแม่บังเกิดเกล้าของตัวเอง
เอ็มมามีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วยกับฉันและมีสิทธิ์ที่จะวิจารณ์ความรู้สึกที่มีต่อฉันในที่สาธารณะ แต่ฉันเองก็มีสิทธิ์นั้นเช่นกัน
และในที่สุดฉันก็ตัดสินใจที่จะใช้สิทธิ์นั้นแล้ว
Toby Guise : โน้ตที่เขียนด้วยลายมือนั้น เผยให้เห็นแก่นแท้อย่างหนึ่งของวัฒนธรรมคนดัง นั่นคือ พวกเขามักคาดหวังว่าคำโกหกอันเห็นแก่ได้ที่ตนเอ่ยต่อหน้าสาธารณชน จะถูกเข้าใจและรับรู้แค่ในพื้นที่ส่วนตัว โดยไม่แยแสเลยว่าคำโกหกเหล่านั้นจะต้องแลกมาด้วยความสูญเสียของผู้อื่นมากเพียงใด
JK : ฉันอายุสิบหกตอนที่ได้อ่านประโยคอมตะของ สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ ที่ว่า อารมณ์ความรู้สึกของเธอจะมีอยู่จริงอย่างแท้จริงที่สุดก็ต่อเมื่อได้เอ่ยมันออกมาเท่านั้น ตอนนั้น ฉันหลงใหลในความรู้สึกพิศวงและแปลกประหลาดต่อตัวตนของคนประเภทนั้น เพราะฉันไม่เคยเจอใครแบบนั้นมาก่อนเลย และไม่คาดคิดเลยว่าวันหนึ่ง คนประเภทนี้จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญที่ฉันต้องพบเจออยู่เป็นประจำ
Noel O' Rand : คุณไม่คิดบ้างหรือว่า พอเธอโตขึ้น ลึกๆ แล้วเธออาจกำลังพยายามเว้นระยะจากความเชื่อเดิมที่เคยมีในวัยเยาว์ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็หวาดกลัวเกินกว่าจะเผชิญกับการคุกคามในแบบที่คุณต้องอดทนรับมาตลอด หากเธอออกมายอมรับต่อหน้าสาธารณชนว่าเสียใจกับสิ่งที่เคยพูดถึงคุณในอดีต?
JK : เธอสามารถติดต่อหาฉันเป็นการส่วนตัวเมื่อไหร่ก็ได้เพื่อจะบอกว่ามุมมองของเธอเปลี่ยนไปแล้ว หากมันเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ซึ่งฉันก็พร้อมสนับสนุนเธอเต็มที่ แต่สิ่งที่เธอเลือกทำกลับเป็นเพียงการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ตัวเองต่อหน้าสาธารณชนอีกครั้ง โดยไม่ได้แม้แต่จะพูดคุยกับฉัน กลับใช้ฉันเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของเธอเอง... มุกเดิมๆ น่าเบื่อเต็มที
Claudia McLean : คุณแสดงความรู้สึกออกมาได้อย่างสง่างามมาก และสิ่งที่พูดก็ไม่ได้ไร้เหตุผลเลยสักนิด ตัวฉันเองก็ยากที่จะให้อภัยเหล่านักแสดงจากภาพยนตร์เหมือนกัน เพราะมันรู้สึกราวกับว่านั่นคือการทรยศหักหลัง... แต่ก็แน่นอนว่าฉันอาจจะคิดผิดไปเองก็ได้
JK : ฉันไม่ได้ปรารถนาที่จะชี้เป้าให้กลุ่มคนที่เกลียดชังฉันอย่างคุ้มคลั่งไปโจมตีใครเป็นรายบุคคล ดังนั้นฉันขอพูดแค่ว่า #NotAllPotterKids (ไม่ใช่เด็กๆ จากพ็อตเตอร์ทุกคนที่เป็นแบบนั้น) เพราะยังมีบางคนที่ยังคงหนักแน่นและอยู่เคียงข้างฉันมาโดยตลอด ซึ่งฉันไม่มีสิ่งใดมอบให้พวกเขานอกเหนือจากความรักและความผูกพันอันลึกซึ้ง
เรียบเรียงบทความโดย Shootty แอดมินเพจพอตเตอร์ไดอารี่
หากนำบทความออกไปโปรดอ้างอิงเว็บไซต์และผู้เรียบเรียง
ติดตามกันได้ที่เพจ https://www.facebook.com/potterdiarythaifa