เบื้องหลังวาทกรรมนาซีฆ่าล้างบางทรานส์
เมื่อข้อกล่าวหา "ปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" และ "สนับสนุนนาซี" ถูกใช้โจมตีเจ.เค.โรว์ลิง
เมื่อข้อกล่าวหา "ปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" และ "สนับสนุนนาซี" ถูกใช้โจมตีเจ.เค.โรว์ลิง
ถ้าใครตามดราม่าของ เจ.เค. โรว์ลิง มาสักพัก จะรู้ดีว่าโลกออนไลน์มีเวทมนตร์ประหลาดอย่างหนึ่ง
นั่นคือมันสามารถเสกทวีตความยาวไม่กี่บรรทัด
ให้กลายเป็นสงครามขุดประวัติศาสตร์โลกมาฟาดฟันกันจนแหลกสลายได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
...กรณีนี้ก็เช่นกัน...
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมีนาคม 2024 มีผู้ใช้ X รายหนึ่งทวีตเปิดประเด็นใส่โรว์ลิง ทำนองว่า
พวกนาซีเคยเผาตำราการดูแลสุขภาพและงานวิจัยของคนข้ามเพศ (Trans healthcare) แล้วทำไมเธอถึงยังกระสันอยากยึดถืออุดมการณ์เรื่องเพศแบบเดียวกับพวกนาซีขนาดนั้น?
โรว์ลิงสวนกลับตามสไตล์ดุดันแกมประชดของเธอทันทีว่า
พิมพ์ข้อความนี้ออกมาแล้วกดส่งไปได้ยังไงโดยไม่ฉุกคิดจะเช็กข้อมูลก่อน เพราะสิ่งที่พูดมามันเหมือนเรื่องเพ้อเจ้อ/หลอนไปเอง (fever dream)
แล้วกลไกของอินเทอร์เน็ตก็ทำงานอย่างซื่อสัตย์
เพียงชั่วข้ามคืน คำว่า fever dream ถูกตัดตอน บริบทถูกชำแหละ แล้วโรว์ลิงก็ถูกประทับตราบาปฉกาจฉกรรจ์ว่าเป็น Holocaust denier (ผู้ปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) พร้อมข้อหาว่าเธอเข้าข้างอุดมการณ์นาซี
นี่เป็นข้อกล่าวหาที่รุนแรงมาก
แต่ก่อนที่เราจะกระโจนลงหลุมพรางของการเลือกข้าง อยากชวนถอยออกมาหนึ่งก้าว แล้วตั้งคำถามเรียบง่ายที่สุดข้อหนึ่ง
ในยุคนาซี... โลกใบนี้มีคำว่าคนข้ามเพศ (Transgender) แล้วหรือยัง?
คำตอบนั้น สั้น ตรงและปราศจากการปรุงแต่ง คือ ยังไม่มี อย่างน้อยก็ในความหมาย โครงสร้างและระบบคุณค่าแบบที่เราใช้กันในศตวรรษที่ 21
ซึ่งรอยต่อตรงนี้เองคือจุดที่ประวัติศาสตร์เริ่มถูกบิดเบือน
เมื่อใดก็ตามที่เราหยิบแว่นตาของยุคปัจจุบันไปสวมให้คนในอดีต เราไม่ได้กำลังเข้าใจประวัติศาสตร์ แต่เรากำลังทำให้มันแบนและง่ายเกินจริงเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง
ย้อนกลับไปก่อนที่เงามืดของนาซีจะกลืนกินเยอรมนี สาธารณรัฐไวมาร์ (Weimar Republic) ในทศวรรษ 1920 เคยเป็นดินแดนที่เปิดกว้างเรื่องเพศสภาวะอย่างน่าอัศจรรย์
นายแพทย์ชาวเยอรมันเชื้อสายยิวนามว่า มักนุส เฮิร์ชเฟลด์ (Magnus Hirschfeld) ก่อตั้ง สถาบันเพศศาสตร์ (Institut für Sexualwissenschaft) ขึ้นใจกลางกรุงเบอร์ลินในปี ค.ศ. 1919 สถาบันแห่งนี้คือห้องทดลองทางความคิดที่ศึกษาความหลากหลายทางเพศ การรักเพศเดียวกัน การแต่งกายข้ามเพศ ไปจนถึงสรีรวิทยา ซึ่งในปัจจุบันคงถูกแยกย่อยออกไปเป็นตำราการแพทย์และสังคมศาสตร์นับสิบเล่ม
เฮิร์ชเฟลด์บัญญัติคำว่า Transvestit ขึ้นมาใช้ตั้งแต่ปี 1910 แต่มันกินความกว้างขวางและคลุมเครือกว่าความเข้าใจของเราในปัจจุบันมาก
คำว่า Transvestit ที่เฮิร์ชเฟลด์บัญญัติขึ้นมานั้น หมายรวมถึงบุคคลต่อไปนี้
คนที่ชอบแต่งกายสลับเพศ
คนที่ใช้ชีวิตในบทบาทเพศตรงข้าม
คนที่เข้ารับการบำบัดหรือผ่าตัดแปลงเพศ (เช่น กรณีประวัติศาสตร์ของ Lili Elbe)
รวมทั้งบางคนที่หากมาเกิดในยุคนี้ พวกเขาอาจนิยามตัวเองว่าเป็นคนข้ามเพศ (Transgender)
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า เราจะสามารถนั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลากลับไปบอกคนในปี ค.ศ. 1925 แล้วบอกว่า "จริง ๆ คุณคือทรานส์นะ เพียงแต่คุณยังไม่มีคำเรียก" นั่นคือการเอาหมวดหมู่สำเร็จรูปในช่วงยุคเวลาของเราไปครอบความคิดคนในอดีตอย่างไม่เคารพบริบท
แต่ขณะเดียวกัน... ก็อย่าเพิ่งรีบกระโดดไปสู่ข้อสรุปอีกขั้วหนึ่งอย่างห้วน ๆ ว่า
"ถ้าไม่มีคำว่าทรานส์ ก็แปลว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีอยู่จริง"
ความจริง คือ มีคนที่มีชีวิต มีลมหายใจและมีประสบการณ์ตรงในการก้าวข้ามเพศกำเนิดอยู่จริง พวกเขาบางคนถือเอกสาร Transvestitenschein (ใบอนุญาตแต่งกายข้ามเพศ) เพื่อไม่ให้ถูกตำรวจไวมาร์จับกุม และบางคนก็เข้ารับกระบวนการทางการแพทย์ที่เทียบเคียงได้กับการข้ามเพศในปัจจุบัน
ดังนั้น ความจริงจึงไม่ใช่ "พวกเขามีสถานะทรานส์สมบูรณ์แบบแล้ว" หรือ "ไม่มีคนกลุ่มนี้อยู่เลย"
แต่มันคือ มีมนุษย์ที่มีประสบการณ์ร่วมคล้ายคลึงกับสิ่งที่เราเรียกว่าคนข้ามเพศ เพียงแต่พวกเขาใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ภาษา นิยามและโลกทัศน์คนละใบกับพวกเราในปัจจุบัน
จนกระทั่งนาซีขึ้นเถลิงอำนาจ
เช้าตรู่วันที่ 6 พฤษภาคม 1933 ขบวนนักศึกษาฝ่ายนาซีและกองกำลังติดอาวุธ SA บุกถล่มสถาบันของเฮิร์ชเฟลด์ พวกเขารื้อค้น ทำลาย ยึดแฟ้มประวัติ และกวาดต้อนหนังสือจำนวนมหาศาลออกมา ก่อนที่ในวันที่ 10 พฤษภาคม เอกสารและตำราเหล่านั้นจะถูกนำไปโยนลงกองเพลิงกลางกรุงเบอร์ลิน
การเผาทำลายเกิดขึ้นจริง เป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์จริง แต่แรงขับเคลื่อนที่ทำให้นาซีชิงชังสถาบันนี้จนเข้ากระดูกดำ คือความเกลียดชังที่ซ้อนทับกันหลายชั้น
เฮิร์ชเฟลด์เป็นชาวยิว (ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลหลักที่นาซีบุกเข้าทำลายสถาบันของเขา อันเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) เขายังเป็นนักสันตินิยม และผลงานของเขามุ่งเน้นไปที่การเคลื่อนไหวเพื่อปลดล็อกกฎหมายเอาผิดชายรักร่วมเพศ (Paragraph 175) ซึ่งการเคลื่อนไหวของเขาขัดกับหลักการสร้างสายเลือดอารยันบริสุทธิ์ของฮิตเลอร์อย่างรุนแรง
ดังนั้น หากจะสรุปว่า “นาซีบุกทำลายสถาบันที่มีงานศึกษาเรื่องเพศวิถี ซึ่งครอบคลุมบุคคลที่ปัจจุบันเราอาจเทียบเคียงได้ว่าเป็นคนข้ามเพศ”
— ประโยคนี้ถูกต้องตามประวัติศาสตร์
แต่ถ้าตัดทอนให้เหลือเพียง “นาซีเผางานวิจัย Trans healthcare เพราะมีอุดมการณ์มุ่งเป้าล้างบางคนข้ามเพศ”
— ตรงนี้เราอาจต้องขีดเส้นใต้เพื่อเตือนสติกันตัวโต ๆ
คำว่า Trans healthcare คือชุดคำของคลินิกยุคศตวรรษที่ 21 สถาบันของเฮิร์ชเฟลด์ไม่เคยเป็นคลินิกเฉพาะทางของคนข้ามเพศแบบที่เราเห็นในปัจจุบัน และหนังสือที่กลายเป็นเถ้าถ่านก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องของคนข้ามเพศ การใช้คำนี้จึงทำให้คนรุ่นเราจินตนาการผิดเพี้ยน ราวกับว่ามีคลินิกเพศทางเลือกติดธงสีรุ้งตั้งตระหง่านท้าทายนาซีอยู่ในเบอร์ลินปี 1933
แล้วคนกลุ่มนี้ถูกนาซีกดขี่จริงไหม
ถูกกดขี่แน่นอนครับ แต่ไม่ได้ถูกกดขี่ผ่านหมวดหมู่ในนามคนข้ามเพศ (Transgender) เพราะรัฐนาซีไม่มีการจัดทำทะเบียนคนกลุ่มนี้แยกออกมาเป็นการเฉพาะ บางคนถูกยึดใบอนุญาต บางคนถูกดำเนินคดีในข้อหาความประพฤติเสื่อมทราม และหลายคนถูกจับกุมภายใต้กฎหมาย Paragraph 175
นึกภาพตามง่ายๆ หากมีบุคคลคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตเป็นผู้หญิง แต่เอกสารของรัฐระบุว่าเธอเกิดมาเป็นชาย เมื่อเธอมีความสัมพันธ์กับผู้ชาย รัฐนาซีจะตราหน้าทันทีว่านี่คือผู้ชายรักร่วมเพศแล้วส่งตัวเธอไปคุมขัง ทั้งที่ในความรู้สึกของเธอ เธออาจไม่ได้มองตัวเองเป็นเกย์เลยด้วยซ้ำ
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการสรุปความว่า "ทรานส์ถูกนาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฐานะทรานส์" นั้นเป็นการสรุปที่มักง่ายเกินไป
เพราะในสายตาของนาซี พวกเขาไม่ได้มองเห็นอัตลักษณ์ทรานส์ แต่มองเห็นความวิปริตทางสายเลือดและเพศสภาพของกลุ่มรักร่วมเพศที่ไม่ยอมสยบต่ออุดมการณ์ของรัฐต่างหาก
คราวนี้.. วนกลับมาที่ เจ.เค. โรว์ลิง และข้อหา Holocaust Denier ที่เธอได้รับ
การประชดสั้น ๆ ด้วยคำว่า fever dream ทำให้เธอถูกลากไปขึ้นลานประหารทางศีลธรรม จนกลายเป็นผู้ร้ายในคดีปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust Denial) แต่เมื่อไปดูแถลงการณ์ของเธอในเวลาต่อมา โรว์ลิงระบุชัดเจนว่า เธอไม่เคยปฏิเสธว่านาซีเผาหนังสือ ไม่เคยปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว และไม่เคยบอกว่าค่ายกักกันเอาชวิทซ์เป็นเรื่องแต่ง สิ่งที่เธอปฏิเสธและมองว่าเป็น "เรื่องเพ้อเจ้อ" คือ
การเคลมว่าคนข้ามเพศคือ เป้าหมายกลุ่มแรก หรือเป้าหมายหลักของการล้างบาง
การยัดเยียดกล่าวหาว่า เธอมีอุดมการณ์เหมือนพวกนาซี
การยัดข้อหาว่า J.K. Rowling is a Holocaust denier จึงกลายเป็นคดีหมิ่นประมาทและการบิดเบือนที่ล้ำเส้นกฎหมาย
ริฟกาห์ บราวน์ (Rivkah Brown) : นักข่าวและบรรณาธิการของสื่อทางเลือกฝ่ายซ้าย Novara Media ซึ่งเป็นตัวตั้งตัวตีคนแรกๆ ที่ทวีตกล่าวหาโรว์ลิงอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2024 หลังจากถูกทีมกฎหมายดำเนินคดี ในวันที่ 15 เมษายน 2024 เธอก็ต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเอง โพสต์แถลงการณ์ขอโทษอย่างเป็นทางการลงบน X โดยระบุว่า
"ในวันที่ 13 มีนาคม ฉันทวีตว่า เจ.เค. โรว์ลิง เป็นผู้ปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ข้อกล่าวหานั้นเป็นเรื่องเท็จและสร้างความเสื่อมเสีย ฉันได้ลบข้อความดังกล่าวแล้ว และขออภัยต่อ เจ.เค. โรว์ลิง"
หนังสือพิมพ์ Metro UK : สื่อแทบลอยด์ยักษ์ใหญ่ของอังกฤษ ที่พยายามจับกระแสข่าวลือจากแอคเคานต์แฟนคลับเรื่องการถอนตัวของนักแสดงบท กิลเดอรอย ล็อกฮาร์ท มาผสมโรง แล้วแอบสอดไส้ประโยคกล่าวหาโรว์ลิงว่า "มีพฤติกรรมปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์" (engaged in Holocaust denial)
แต่เผยแพร่ไปได้เพียง 18 ชั่วโมง ก็ทนแรงกดดันทางข้อเท็จจริงและกฎหมายไม่ไหว ต้องถอดชื่อผู้เขียน ลบข้อความทิ้ง และขึ้นข้อความกราบขอโทษอย่างเป็นทางการบนหน้าแรกของเว็บไซต์ ยอมรับว่าข้อกล่าวหานั้นเป็นเท็จทั้งหมด
แน่นอนว่า โรว์ลิงก็ไม่ได้หลุดพ้นจากเรื่องนี้อย่างไร้รอยขีดข่วน
การเลือกใช้คำประชดที่ห้วนสั้นบนโซเชียลมีเดีย ย่อมเปิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีฉกฉวยมันไปขยายผลได้ง่ายดาย แต่ฝ่ายที่พยายามเล่นงานเธอกลับทำสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่า ด้วยการจับประวัติศาสตร์มายัดลงในกรอบคำศัพท์ยุคใหม่ แล้วป้ายสีคนที่เห็นต่างให้กลายเป็นปีศาจ จนสุดท้ายทั้งนักข่าวต้นเรื่องและสำนักข่าวใหญ่ต่างต้องยอมออกมาขอโทษต่อสาธารณะ
บทเรียนจากดราม่านี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของ เจ.เค. โรว์ลิง แต่มันคือคำถามตัวโต ๆ ว่า เรากำลังมองอดีตด้วยสายตาของใคร?
นาซีเผาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคนที่ปัจจุบันเราอาจเทียบเคียงว่าเป็นคนข้ามเพศไหม? — เผาจริง
แต่จะเรียกว่านาซีมุ่งเป้าล้างบางงานวิจัย "Trans healthcare" ได้ไหม? — ไม่ได้ นั่นเป็นการเอาคำศัพท์ปัจจุบันไปสวมทับอดีต
คนที่มีความหลากหลายทางเพศถูกนาซีกดขี่ไหม? — ถูกกดขี่อย่างโหดร้าย แต่ถูกจัดการผ่านกฎหมายชายรักร่วมเพศและข้อหาทางสังคมไม่ใช่เพราะเป็นทรานส์
นาซีฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนกลุ่มนี้ในฐานะคนข้ามเพศแบบเดียวกับชาวยิวไหม? — ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ใดรองรับข้ออ้างนี้
สุดท้าย ในสงครามน้ำลายที่ต่างฝ่ายต่างกระหายชัยชนะ สิ่งที่ถูกทุบทำลายจนแหลกละเอียดที่สุดมักไม่ใช่ตัวบุคคล แต่คือความจริงทางประวัติศาสตร์ เพราะทุกคนต่างอยากให้ประวัติศาสตร์มันย่อยง่าย สั้นกระชับ และเข้าข้างความเชื่อของตนเอง ทั้งที่ความจริงอันน่ารำคาญใจของประวัติศาสตร์ก็คือ มันไม่เคยยอมลดตัวลงมาเป็นอินโฟกราฟิกรับใช้ใคร
และมันมักจะส่งเสียงกระซิบเตือนเราเสมอว่า
“สิ่งที่เธอพูดมันก็มีส่วนจริง... แต่ความจริงทั้งหมดมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ”
เรียบเรียงบทความโดย Shootty แอดมินเพจพอตเตอร์ไดอารี่
หากนำบทความออกไปโปรดอ้างอิงเว็บไซต์และผู้เรียบเรียง
ติดตามกันได้ที่เพจ https://www.facebook.com/potterdiarythaifa