เมื่อประมาณ 2 เดือนก่อน กระแสความขัดแย้งเกี่ยวกับเรื่อง Sex และ Gender ได้ระเบิดขึ้นเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์อีกครั้ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เกม Hogwarts Legacy กำลังวางจำหน่าย กลุ่มคนบางกลุ่มพยายามปลุกกระแสรณรงค์ให้คว่ำบาตรเกมนี้อย่างหนัก โดยชูข้อเรียกร้องและตรรกะที่รุนแรงว่า "หากคุณซื้อเกมนี้ คุณกำลังส่งเสริมการฆ่ากลุ่มคนข้ามเพศ" เพราะผลิตภัณฑ์ใดก็ตามที่มาจากจักรวาลโลกเวทมนตร์ ย่อมสร้างรายได้และผลประโยชน์ทางลิขสิทธิ์แก่ เจ.เค. โรว์ลิง ผู้ซึ่งเป็นผู้แสดงความเกลียดชังต่อคนข้ามเพศ (Transphobia)
ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 2020 ผมเลือกที่จะเก็บตัวและเงียบท่ามกลางพายุความขัดแย้งนี้ แต่วันนี้เมื่อกระแสการล่าแม่มดและการส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือนยังคงไม่สลายไป ผมในฐานะผู้ก่อตั้งเพจและเว็บไซต์พอตเตอร์ไดอารี่ จึงขอใช้พื้นที่ตรงนี้ เขียนแถลงการณ์และรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดตั้งแต่จุดเริ่มต้น เรียบเรียงทุกความรู้สึก จุดยืนและบทเรียนที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมาและซื่อตรงที่สุด
สำหรับผม เจ.เค. โรว์ลิง และ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ไม่ใช่เป็นเพียงแค่วรรณกรรมเด็กเยาวชนเพื่อความบันเทิง แต่คือเพื่อนคู่ใจที่เติบโตมาพร้อมกับผมตั้งแต่จำความได้ ในวัยเด็กมันคือโลกแห่งเวทมนตร์ที่ช่วยให้เราได้หลีกหนีไปพักใจ แทบจะจำได้ทุกเล่ม ทุกบท ชื่อคาถา สัตว์วิเศษ พืชวิเศษ สถานที่ และตัวละคร ต่างวิ่งอยู่ในความทรงจำของผมอย่างถอนตัวไม่ขึ้น เมื่อผมเติบโตขึ้นและหยิบหนังสือชุดนี้กลับมาอ่านอีกครั้ง ความบันเทิงยังคงอยู่เหมือนเดิม แต่สิ่งที่ผมได้เพิ่มขึ้นมา คือแนวคิดและหลักปรัชญาชีวิตที่ เจ.เค. โรว์ลิง แฝงไว้ในหนังสืออย่างแนบเนียน
เช่น การลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องกลุ่มคนที่เปราะบางและถูกรังแก การลุกขึ้นต่อสู้กับความอยุติธรรมในสังคม การมองโลกอย่างเข้าใจในความซับซ้อน ไม่ใช่ตัดสินทุกอย่างเป็นแค่ขาวหรือดำและการไม่ด่วนตัดสินคนอื่นจากอคติหรือคำบอกเล่าตรงหน้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาเรื่องความตาย — เมื่อปลายปี ค.ศ. 2021 ผมต้องเผชิญกับการสูญเสียคุณพ่อไปอย่างกระทันหัน ช่วงเวลาอันมืดมนนั้น ปรัชญาชีวิตและความหมายของความตายที่ปรากฏอยู่ใน แฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้กลายเป็นที่พึ่งทางใจอย่างลึกซึ้ง มันทำให้ผมสัมผัสได้ถึงหัวใจอันอ่อนโยนและความลึกซึ้งของผู้หญิงที่ชื่อ เจ.เค. โรว์ลิง
สำหรับใครที่ไม่ทราบที่มาที่ไปตั้งแต่แรก ผมขอเล่าสรุปเหตุการณ์ตามลำดับเวลาเพื่อความเป็นธรรมต่อข้อเท็จจริง:
19 ธันวาคม 2019 - เจ.เค. โรว์ลิง ได้ออกมาทวิตข้อความสนับสนุนผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ Maya Forstater ซึ่งถูกยกเลิกสัญญาจ้างงาน เพียงเพราะเธอแสดงจุดยืนและมีความเชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า "มนุษย์ไม่สามารถเปลี่ยนเพศทางชีววิทยาได้" มายาถูกกลุ่มนักกิจกรรม Trans Activists ล่าแม่มดและยัดข้อหาว่าเธอเหยียดคนข้ามเพศ
เมื่อ เจ.เค. โรว์ลิง เห็นผู้หญิงคนหนึ่งต้องสูญเสียอาชีพการงานเพียงเพราะพูดความจริงทางวิทยาศาสตร์ เธอจึงตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหวด้วยข้อความดังกล่าวนี้
แต่งตัวอย่างไรก็ได้ตามที่คุณชอบ จะเรียกตัวเองว่าอะไรก็ได้ตามที่ชอบ จะหลับนอนกับใครคนไหนก็ได้แล้วแต่คุณ ใช้ชีวิตของคุณให้ดีที่สุดในความสงบและความปลอดภัย
แต่การบังคับให้ผู้หญิงต้องโดนไล่ออกจากงานเพราะพวกเธอเชื่อว่าเพศกำเนิดคือของจริงเนี่ยนะ ?
#ฉันอยู่ข้างมายา #นี่ไม่ใช่การซ้อม
การทวิตครั้งนี้ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของพายุแห่งความโกรธเคือง เธอถูกกล่าวหาว่าใช้คำพูดสร้างความเกลียดชัง และถูกแปะป้ายด้วยคำว่า TERF (Trans-Exclusionary Radical Feminist หรือกลุ่มเฟมินิสต์หัวรุนแรงที่กีดกันคนข้ามเพศ) ทันที
ในช่วงที่โควิดกำลังแพร่ระบาดหนัก เจ.เค. โรว์ลิง ได้กลับมาทวิตชี้แจงมุมมองของเธออย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าเธอไม่ได้เกลียดชังใคร
“ถ้าเพศ(กำเนิด)ไม่มีอยู่จริง งั้นก็ไม่มีคำว่ารักเพศเดียวกัน ถ้าเพศไม่มีจริง ตัวตนของผู้หญิงทั้งโลกก็จะถูกลบออกไปด้วย ฉันรักคนข้ามเพศนะ แต่การลบแนวคิดที่ว่าเพศกำเนิดไม่มีอยู่จริงก็จะทำให้คุณค่าในชีวิตของใครหลายๆ คนต้องถูกลืมไปด้วย มันไม่ใช่ความเกลียดชังนะ มันคือการพูดความจริง ”
ความคิดที่ว่าผู้หญิงแบบฉัน - ซึ่งเห็นใจคนข้ามเพศมาหลายสิบปี รู้สึกเข้าอกเข้าใจเพราะพวกเธออ่อนไหวเช่นเดียวกันกับผู้หญิง เช่น เรื่องความรุนแรงจากผู้ชาย - กลับถูกมองว่าเกลียดคนข้ามเพศเพียงเพราะพวกเราคิดว่าเพศกำเนิดมีจริงและมีผลกระทบตามมา - เป็นเรื่องไร้สาะ
ฉันเคารพสิทธิของคนข้ามเพศทุกอย่าง พวกเขาที่มีสิทธิจะใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายตามที่ต้องการ ฉันจะร่วมเดินไปกับพวกคุณ หากเผชิญกับการแบ่งแยกหรือถูกเลือกปฏิบัติเพราะเป็นคนข้ามเพศ ควบคู่ไปกับชีวิตฉัน ที่เติบโตมาในฐานะผู้หญิง และฉันไม่เชื่อว่านี่เป็นความเกลียดชังนะ
ทวิตชี้แจงดังกล่าวกลับถูกสื่อกระแสหลักและกลุ่มนักเคลื่อนไหวบิดเบือนข่าวสารอย่างหนัก สื่อพร้อมใจกันพาดหัวว่า เจ.เค. โรว์ลิง เป็นพวก Transphobia กลุ่มนักแสดงหลักในภาพยนตร์ทั้งสามคน (แดเนียล, รูเพิร์ธ, เอ็มม่า) ออกมาประกาศไม่เห็นด้วยกับเธอ รวมถึง กลุ่มแฟนไซต์แฮร์รี่ พอตเตอร์ ทั้งในต่างประเทศและในประเทศไทย ต่างพร้อมใจกันประกาศคว่ำบาตร ลบหรือเบลอชื่อ เจ.เค. โรว์ลิง ออกจากเว็บไซต์ เลี่ยงที่จะเอ่ยถึงเธอ ปิดช่องทางการสื่อสารข้อเท็จจริงอีกด้าน และหลายกลุ่มถึงขั้นร่วมส่งต่อข่าวปลอมเพื่อเพิ่มความเกลียดชังให้สังคมโจมตีเธอหนักยิ่งขึ้น
ตลอดเวลาเกือบ 3 ปีที่ผมต้องทนอึดอัดกับสถานการณ์นี้ ข้อมูลข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตพยายามชักนำให้ผมเชื่อว่า เจ.เค. โรว์ลิง เป็นคนใจร้าย แต่ขณะเดียวกัน ผมกลับรู้สึกทึ่งและไม่เข้าใจว่า ทำไมแฟนไซต์ เพจ และบ้านพอตเตอร์เกือบทั้งหมดถึงแสดงออกไปในทิศทางเดียวกันหมด โดยไม่มีแม้แต่เพจเดียวที่ลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นเลย
สาเหตุที่ผมเลือกที่จะเงียบไม่ร่วมประณามเธอเหมือนเพจอื่นๆ ในช่วงแรก เป็นเพราะสัญชาตญาณและประสบการณ์ชีวิตเตือนผมว่า "อย่าเพิ่งออกตัว"
ในชีวิตที่ผ่านมา ผมเคยเห็นสถานการณ์แบบนี้มาก่อน — สถานการณ์ที่กระแสสังคมและสื่อกำลังบีบบังคับให้เราต้องเลือกข้าง — การรับข่าวสารที่ชี้นำความคิด โดยเฉพาะเมื่อคนรอบข้างต่างพากันเชื่อไปในทิศทางเดียวกัน มันทำให้มนุษย์เราใช้อารมณ์นำเหตุผลได้ง่ายมาก และเมื่อเราถูกกล่อมให้เชื่อว่าฝั่งหนึ่งคือความถูกต้องที่สุด ส่วนฝั่งตรงข้ามคือความชั่วร้าย มนุษย์มักจะปลดปล่อยความเกลียดชังออกมาโดยไม่รู้ตัว และ ผมเคยหลงเชื่อข่าวบิดเบือนเพราะใช้อารมณ์มาแล้วในอดีต ในตอนนั้นผมจึงบอกตัวเองว่า "ให้อยู่เงียบๆ เดี๋ยวดราม่านี้ก็คงผ่านไปเหมือนสายลม"
แต่ผมคิดผิด ดราม่านี้ไม่ใช่สายลม แต่เป็นพายุลูกใหญ่ที่ไม่เคยสงบ ข่าวปลอมเกี่ยวกับ เจ.เค.โรว์ลิง ยังคงถูกสร้างและส่งต่อออกมาเรื่อยๆ (เช่น ข่าวลือว่าเธอบริจาคเงินทำร้ายคนข้ามเพศ เธอบริจาคเงินให้องค์กรที่ต่อต้านทรานส์ เธอหันไปผูกมิตรกับกลุ่มสิทธิสตรีหัวรุนแรงที่ต้องการกีดกันคนข้ามเพศ ฯลฯ)
จนผมตระหนักได้ว่า การเงียบไม่ได้ช่วยปกป้องความจริงอีกต่อไป
เมื่อความกลัวหมดความชอบธรรม ผมตัดสินใจกระโจนเข้ามาศึกษาเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ผมเริ่มอ่านทวิตเตอร์ของ เจ.เค. โรว์ลิง อย่างละเอียด อ่านบทความยาวบนเว็บไซต์ส่วนตัวของเธอ อ่านข่าวสาร ค้นคว้าข้อกฎหมาย และศึกษาบริบทสังคมการเมืองเรื่องเพศสภาพในฝั่งตะวันตกอย่างช้าๆ และถี่ถ้วน
แล้วความจริงก็ปรากฏชัดเจนว่า เจ.เค. โรว์ลิง ไม่ใช่ Transphobia แต่เธอคือเหยื่อของการล่าแม่มดยุคใหม่
ก่อนจะกล่าวต่อไป — ผมมีจุดยืนของตัวเองอย่างชัดเจนว่า ผมสนับสนุนสิทธิ เสรีภาพ ความเท่าเทียมของกลุ่ม LGBTQ+ และกฎหมายสมรสเท่าเทียม (Same-Sex Marriage) เพราะผมเองก็เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนไม่ควรรู้สึกถูกปิดกั้นหรือถูกเลือกปฏิบัติเพราะรสนิยมทางเพศ
แต่สิ่งที่ผมเพิ่งได้เรียนรู้จากการค้นคว้า คือ แนวคิดเรื่องเพศสภาพในฝั่งตะวันตกได้ถูกเปลี่ยนไปเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่สุดโต่งไปเรียบร้อยแล้ว
ความเข้าใจเดิมเรื่อง Transgender: คนข้ามเพศ คือผู้ที่ผ่านกระบวนการวินิจฉัยทางการแพทย์ว่ามีภาวะ Gender Dysphoria และผ่านกระบวนการแปลงเพศ บำบัดฮอร์โมน เพื่อใช้ชีวิตในเพศสภาพใหม่ แต่ยังคงยอมรับข้อเท็จจริงทางชีววิทยาว่าโครโมโซมกำเนิดไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
อุดมการณ์ใหม่ (Self-ID): เชื่อว่าทุกคนมีสิทธิระบุเพศสภาพเป็นอะไรก็ได้ตามความรู้สึกส่วนตัวทันที โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการแปลงเพศหรือการวินิจฉัยทางการแพทย์ และห้ามไม่ให้ใครตั้งคำถาม
ผลกระทบจริงที่เกิดขึ้นในสังคมตะวันตก:
สิทธิและพื้นที่ปลอดภัยของผู้หญิง: การใช้อุดมการณ์ Self-ID ทำให้เกิดช่องโหว่ให้ผู้ชายแท้ฉวยโอกาสสามารถเข้าใช้พื้นที่เฉพาะของผู้หญิง (เช่น ห้องน้ำ ห้องแต่งตัว สถานสงเคราะห์ หรือเรือนจำหญิง) ได้โดยไม่ต้องแปลงเพศ ส่งผลให้อัตราการคุกคามทางเพศต่อผู้หญิงในพื้นที่สาธารณะเพิ่มสูงขึ้นจริง
ความยุติธรรมในวงการกีฬา: การอนุญาตให้บุคคลที่มีโครงสร้างทางกายภาพเป็นชาย ลงแข่งขันในหมวดหมู่กีฬาหญิง สร้างความเหลื่อมล้ำทางกายภาพที่ไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อผู้หญิงที่ฝึกซ้อมมาทั้งชีวิต
การคุกคามเสรีภาพและการล่าแม่มด: ในประเทศอังกฤษ กลุ่มนักกิจกรรมใช้อุดมการณ์นี้ไปกดดันบริษัท องค์กร เพื่อไล่คนออกจากงาน เพียงเพราะพวกเขาพูดความจริงทางวิทยาศาสตร์ว่าเพศกำเนิดมีอยู่จริง
สิ่งที่ เจ.เค. โรว์ลิง ออกมาเรียกร้อง จึงไม่ใช่การเกลียดชังคนข้ามเพศ แต่เป็นการเตือนสติสังคมว่า "ระบบในปัจจุบันไม่สามารถแยกแยะคนข้ามเพศจริงๆ ออกจากชายฉวยโอกาสได้" และอุดมการณ์นี้กำลังสั่งให้ทุกคนปิดปาก ห้ามตั้งคำถาม ใครฝ่าฝืนจะถูกทำลายชีวิตทันที
ช่วงเวลาประจวบเหมาะเกิดขึ้นเมื่อดราม่าเกม Hogwarts Legacy ระหว่างกลุ่มเคลื่อนไหวสุดโต่งกับสตรีมเมอร์ระเบิดขึ้น พร้อมกับการประกาศออนแอร์บทสัมภาษณ์เชิงลึก The Witch Trials of J.K. Rowling โดยโปรดิวเซอร์ Megan Phelps-Roper
นั่นคือวินาทีที่ผมบอกกับตัวเองว่า "ถึงเวลาแล้วที่ต้องออกมาพูด"
แน่นอนว่าทันทีที่ผมเริ่มโพสต์เนื้อหาชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ เจ.เค. โรว์ลิง เพจพอตเตอร์ไดอารี่ก็โดนโจมตีทันทีตามคาด ก่อนหน้านี้ผมเคยกลัว—กลัวเพจโดนนำไปแขวนในทวิตเตอร์ กลัวโดนรุมยำ กลัวเสียยอดผู้ติดตาม
แต่เมื่อผมตั้งสติได้ ผมจึงถามตัวเองด้วยความจริงใจว่า
ในชีวิตจริง ผมมีอาชีพการงานที่มั่นคงเป็นหลักยึดในการเลี้ยงปากท้อง สิ่งนี้ต่างหากคือชีวิตจริง
เพจพอตเตอร์ไดอารี่ สร้างขึ้นมาด้วยความรัก ความหลงใหล และความซื่อสัตย์ต่อวรรณกรรมล้วนๆ
หากยอดผู้ติดตามจะลดลงเพราะเราพูดความจริงและใช้ตรรกะเหตุผล นั่นคือสิ่งที่ผมยอมรับได้ ดีกว่าการสวมหน้ากากเงียบเฉยเพียงเพื่อเอาใจกระแสสังคมออนไลน์
ผมจึงเริ่มนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ เจ.เค. โรว์ลิง อย่างต่อเนื่อง เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับผู้หญิงคนที่มอบโลกเวทมนตร์ให้กับพวกเราทุกคน
เมื่อมองย้อนกลับมายังชุมชนคนรักพอตเตอร์ด้วยกัน สิ่งที่ผมมองน่าเสียดายที่สุด คือ การเห็นแฟนไซต์ เพจแฟนคลับ และแฟนหนังสือจำนวนมาก พร้อมใจกันหันหลังให้ เจ.เค. โรว์ลิง โดยไม่คิดแม้แต่จะหยุดอ่านหรือทำความเข้าใจบทความชี้แจงเต็มของเธอเลยแม้แต่น้อย
พวกเขาเลือกจะเชื่ออุดมการณ์เพศสภาพตามกระแสโซเชียล มากกว่าจะเปิดใจรับฟังความจริง
กาลเวลาที่ผ่านพ้นมาถึงวันนี้ ได้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่ เจ.เค. โรว์ลิง เคยออกมาเตือนไว้นั้นเกิดขึ้นจริงทุกประเด็น ทั้งเรื่องพื้นที่ปลอดภัยของผู้หญิง ความเหลื่อมล้ำในวงการกีฬา และการคุกคามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ในขณะที่กระแสสังคมโลกเริ่มหันกลับมารับฟังและทบทวนความจริงมากขึ้น
แต่น่าผิดหวังที่แฟนด้อมบางกลุ่มกลับเลือกที่จะเงียบเฉย ไม่มีการถอนคำประณาม ไม่มีการออกมาขอโทษ เพียงเพื่อรักษาหน้าและอีโก้ของตัวเอง
ข้อหาที่ใจร้ายที่สุดที่แฟนด้อมมักนำมากล่าวหา เจ.เค. โรว์ลิง คือการบอกว่า "เธอทรยศต่อแนวคิดที่ตัวเองเขียนไว้ในหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์"
แต่หากพวกเราจะลองหยุดใช้อารมณ์ เลิกไหลไปตามกระแสโซเชียล แล้วถอยกลับมามองด้วยใจที่เป็นธรรม
หากวรรณกรรมเรื่องนี้เคยสอนให้พวกเรา ปกป้องกลุ่มคนที่เปราะบาง (ผู้หญิงและเด็กที่กำลังถูกคุกคามสิทธิและพื้นที่ปลอดภัย) ยืนหยัดสู้เพื่อความถูกต้อง แม้ในวันที่ต้องโดนคนทั้งโลกเข้าใจผิดและโจมตี และใช้ตรรกะ เหตุผล มองโลกตามความเป็นจริง ไม่ใช่ตามอคติหรือแรงปลุกปั่นของคนหมู่มาก
บางที... คนที่ไม่เคยเข้าใจเจตนารมณ์ ปรัชญา และแก่นแท้ในหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ เลยแม้แต่น้อย... อาจเป็นตัวแฟนด้อมเองหรือไม่?
ณ ปัจจุบันนี้ ผมถือว่าภารกิจที่ผมตั้งใจไว้ได้บรรลุผลแล้ว ผมรู้ดีว่าตนเองไม่สามารถเปลี่ยนอคติและความเข้าใจผิดของทุกคนในโลกออนไลน์ได้ แต่อย่างน้อยตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา มันได้ทำให้ผมเห็นว่า มีผู้คนจำนวนมากที่เริ่มเข้าใจ เจ.เค. โรว์ลิง มากขึ้น ตระหนักว่าสิ่งที่เธอกำลังเรียกร้องอยู่คืออะไรกันแน่ และกล้าที่จะเปิดใจรับฟังข้อมูลด้วยเหตุผล
สุดท้ายนี้ ผมขอขอบคุณทุกคน ทั้งคนที่ติดตามเพจและไม่ได้ติดตาม โดยเฉพาะลูกเพจหลายๆ ท่านที่คอยส่งกำลังใจ คอยสนับสนุนและยืนหยัดอยู่เคียงข้างกันมาโดยตลอด หากไม่ได้พวกคุณ ผมคงถอดใจไปกลางทางเหมือนกัน
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยตรรกะ เหตุผล ข้อเท็จจริง และความเคารพซึ่งกันและกัน โดยไม่อยู่นิ่งเฉยต่อความไม่ถูกต้อง คือสิ่งที่ถูกต้องที่สุด และเป็นสิ่งเดียวที่จะพาพัฒนาสังคมของเราให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริงครับ
เว็บไซต์และเพจพอตเตอร์ไดอารี่