อธิบายกระบวนการสร้างสรรค์ของคุณหน่อย
มันเป็นเหมือนทะเลสาบ.. เริ่มแบบนี้ละกันนะ
มีทะเลสาบกับเพิงไม้อยู่หลังหนึ่งซึ่งฉันเปรียบมันเป็นเหมือนห้องทำงาน ทะเลสาบคือแหล่งเก็บข้อมูลที่ฉันชอบจินตนาการเสมอว่ามีอะไรบางอย่างอยู่ในนั้น ที่คอยโยนข้อมูลขึ้นมา เพื่อให้ฉันจับมันเข้าไปในเพิง แล้วเริ่มทำอะไรบางอย่างกับมัน
ให้ขยายความอย่างละเอียดก็คือ.. เวลาที่ฉันอ่านงานเขียนไม่ว่าของตัวเองหรือของคนอื่น ฉันจะชอบมองในเชิงเปรียบเทียบว่า เรื่องนี้ยังมีความเป็นทะเลสาบเยอะไปและยังไม่ผ่านกระบวนการในเพิงไม้นานพอ แล้วก็มีอีกประเภทหนึ่งที่ฉันมองว่า นี่มันเพิงไม้ขนานแท้แบบไม่มีทะเลสาบเจือปน - ที่ฉันจะสื่อก็คือ นักเขียนที่เก่งมากๆ พวกเขาจะมีทะเลสาบที่ยอดเยี่ยมกับเพิงไม้ที่น่ามหัศจรรย์ บางครั้งอาจดูเหมือนวังเลยด้วยซ้ำ อีกนัยก็คือ นักเขียนกลุ่มนี้จะมีสไตล์การเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ มีเทคนิค มุมมองและหนทางที่ไม่เหมือนใครในการดึงไอเดียแปลกใหม่ออกมา ไปจนถึงการหาคาแรคเตอร์ให้กับตัวละครที่ไม่เหมือนใคร
คุณรู้ตั้งแต่เมื่อไรว่าอยากเป็นนักเขียน
ฉันสาบานกับคุณเลยว่า ฉันอยากเป็นนักเขียนตั้งแต่รู้ว่ามีอาชีพแบบนี้อยู่บนโลก
ฉันมีความทรงจำแปลกๆ ติดตัวมาด้วย น่าจะตอน 4 ขวบหรือน้อยกว่าเพราะนั่นคือตอนที่ฉันย้ายบ้านครั้งแรก ฉันยังเขียนไม่เป็น แต่ที่ฉันทำคือนั่งคัดลอกทีละภาพ ทีละคำ จากหนังสือเล่มหนึ่งลงในกระดาษ ไม่ใช่การเขียนจริงๆ หรอกนะแค่คัดลายมือเฉยๆ แต่ฉันสนุกมากที่ได้เขียนอะไรลงไปในกระดาษนั้น พอต่อมาฉันก็ได้รู้ว่าหนังสือถูกเขียนขึ้นโดยมนุษย์ นั่นล่ะคือสิ่งที่ฉันอยากทำมากกว่าสิ่งใด
คุณเจอเอกลักษณ์ของคุณได้ยังไง
จากแฮร์รี่ พอตเตอร์ แน่นอน..
แต่ก่อนหน้านั้นฉันก็พยายามเขียนเรื่องอื่นๆ ด้วยนะ - มีนิยายเรื่องหนึ่งที่ฉันตั้งชื่อมันว่า " เรื่องตลกส่วนตัว (The Private Joke)" ฉันเคยพยายามเขียนมันเมื่อหลายปีก่อน เบื้องต้นฉันชอบมันมาก แต่ฉันเพิ่งตระหนักว่าตอนนั้นยังเด็กเกินไปที่จะเขียนมันออกมา เพราะฉันไม่มีประสบการณ์ชีวิตมากพอที่จะเขียนเรื่องราวของตัวละครหลักที่อายุ 40 ตอนต้นเกือบทั้งหมด ดังนั้นมันคงไม่ได้เรื่องแน่ๆ ถึงแม้ว่าฉันจะชอบไอเดียในเบื้องต้นก็ตาม
แล้วก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันเคยเขียนแต่มันน่าขนลุกมากๆ ซึ่งมันก็ธรรมดาน่ะนะ ถ้าคุณยังเด็กมาก คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าไอเดียที่มีอยู่มันแย่หรือน่าขนลุกแค่ไหนจนกว่าจะได้เขียนมันออกมา แต่นั่นก็ถือเป็นการเรียนรู้ที่ดีนะ
พอมาเป็นแฮร์รี่ ตอนที่ไอเดียวิ่งเข้ามาหาฉันรู้ทันทีเลยว่า โอเค อันนี้ฉันเขียนได้ ฉันคิดว่าฉันสามารถทำมันได้ นั่นล่ะคือสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากมัน
ไอเดียของคุณมาจากไหน
ฉันไม่รู้.. ฉันไม่รู้จริงๆ ว่าไอเดียมาจากไหน - ฉันว่าคำถามควรเป็น ทำไมคนๆ หนึ่งถึงอยากเข้าไปอยู่ในโลกนิยายมากขนาดนั้น กับ ทำไมบางคนถึงยอมสละเวลาอันมีค่าเพื่อเข้าไปสำรวจโลกนิยายของตนเองอย่างเต็มใจ แต่ที่ฉันตอบคุณแบบนี้เพราะฉันไม่รู้จริงๆ แต่พวกเราบางคนมีความสุขกับวิถีทางแบบนี้
แต่ฉันพอบอกได้นะ - จากประสบการณ์ของฉันเอง - ว่าไอเดียมันมาในรูปแบบไหนบ้าง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับประเภทของหนังสือด้วย อย่างแฮร์รี่ ไอเดียเกี่ยวกับเรื่องราวมาก่อนซึ่งเป็นไอเดียที่ว่า "เด็กผู้ชายคนหนึ่งไม่เคยรู้ว่าตนเองเป็นพ่อมด จนกระทั่งได้รับจดหมาย" - ส่วน Ickabog คำนี้อยู่ๆ ก็ลอยขึ้นมา แล้วฉันก็นั่งคิดอยู่อย่างนั้นว่าคำนี้มันแปลว่าอะไร ฉันพยายามหาคำต่างๆ มาเชื่อมโยงด้วยกัน แล้วเรื่องราวก็ค่อยๆ งอกเงยออกมา - สำหรับสไตรค์ ตัวละครเอก (คอเมอรัน สไตรค์) โผล่ขึ้นมาก่อน แล้วฉันต้องการเขียนนิยายสืบสวนที่เป็นเส้นเรื่องปัจจุบันซึ่งเต็มไปด้วยเทคโนโลยีต่างๆ มากมาย มีทั้งการพิสูจน์ DNA และกล้องวงจรปิดติดทั่วทุกมุม จะเป็นอย่างไรถ้ายังมีนักสืบที่ใช้วิธีการสืบสวนแบบยุคเก่าอยู่ใจกลางลอนดอน นั่นล่ะ คือจุดเริ่มต้นของสไตรค์ แล้วโรบินก็ตามมาทันที ซึ่งฉันพุ่งความสนใจไปที่เธอเยอะมาก หลังจากนั้นฉันก็ได้ข้อสรุปว่านิยายนี้จะเดินเรื่องโดยตัวเอกสองคน
โรบินอาจจะเหมือนวัตสัน แต่ก็แค่ตอนต้นเท่านั้น เพราะสุดท้ายแล้วที่ฉันอยากได้คือการมีโฮล์มสองคนเดินเรื่องไปด้วยกันมากกว่า
ไอเดียวิ่งมาหาคุณตอนไหน
ที่เกิดขึ้นเป็นประจำเลยก็คือ ตอนที่ฉันกำลังเขียนนิยายนั่นล่ะ โดยเฉพาะตอนที่ฉันดำดิ่งไปกับมันอย่างลึกซึ้งมากๆ แต่บางครั้งก็อาจมาแบบไม่ตั้งใจ อาจเป็นตอนที่ฉันทำน้ำเกรวี่หรืออะไรบางอย่าง อยู่ๆ ก็มีไอเดียผุดขึ้นมา แล้วฉันก็วิ่งไปหาสมุดโน้ตเพื่อจะจดมันลงไปและหลายครั้งฉันก็ลืมมันไป แต่จากประสบการณ์เลยนะ ถ้าไอเดียนั้นมันดีจริงๆ มันจะติดอยู่ในหัวเอง - เพราะบ่อยครั้งเหมือนกันที่ฉันกลับมาอ่านสมุดโน้ตอีกครั้ง อาจจะ 5 ปีให้หลัง ฉันเห็นแล้วยังรู้สึกเลยว่า "นี่มันอะไรวะเนี่ย ตอนนั้นฉันคิดอะไรอยู่"
ตรงกันข้ามกับไอเดียที่ติดอยู่ในหัว สักพักหนึ่งมันจะเริ่มงอกเงยออกมา เหมือนอะไรบางอย่างในจานเพาะเชื้อ และมันมักจะเป็นไอเดียที่ยอดเยี่ยมและมีค่ามากๆ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องจดลงไปเลยด้วยซ้ำ - ก็คือถ้ามันใช่มันจะติดอยู่ในหัวของคุณเองนั่นล่ะ
การจัดระเบียบการเขียนสำคัญกับคุณมากแค่ไหน
ฉันเรียนรู้เยอะมากตอนเขียนแฮร์รี่ พอตเตอร์ ถึงแม้ตอนนี้ (สไตรค์) จะเป็นอีกโลกหนึ่งที่แตกต่างกันมาก แต่ฉันก็เอาสิ่งที่เรียนรู้จากตอนเขียนแฮร์รี่มาปรับใช้กับสไตรค์ด้วย - ฉันมีคลังข้อมูลมหาศาลเกี่ยวกับตัวละครในเรื่อง มีเรื่องราวพื้นหลังจำนวนมากที่ช่วยให้ตัวฉันเองสามารถกำหนดทิศทางของเรื่องได้ เช่น ฉันรู้ว่าสไตรค์เคยอยู่ที่ไหนมาก่อน ฉันรู้เรื่องราวเกี่ยวกับแม่ของเขาซึ่งฉันไม่จำเป็นต้องใช้ในหนังสือเลย - แต่ก็ไม่หรอก ฉันก็เอามาใช้บ้างในบางครั้ง เพราะบางทีฉันก็หยุดคิดกับตัวเองเหมือนกันว่า เดี๋ยวก่อนสิ นี่อาจจะเป็นตัวกำหนดให้เรื่องราวดำเนินไปทางนี้นะ
มันอาจฟังดูน่าเบื่อนะ เหมือนกับว่าฉันกำลังทำงานสารบรรณของนิยายตัวเอง แต่ในแง่ของการรับรู้ มันคือข้อมูลอ้างอิงที่คุณต้องใช้นี่นา
คุณรู้สึกว่าตัวเองเป็นนักเขียนที่เจ้าระเบียบเกินไปหรือเปล่า
ฉันแค่รู้สึกว่าตนเองมีความสุขมากที่ได้ทำแบบนี้ - ฉันเพิ่งได้เจอนักเขียนคนหนึ่ง เป็นนักเขียนที่ดีด้วยนะ เขาบอกฉันว่า เข้าใจดีว่าฉันแค่ต้องการรู้ว่าเส้นเรื่องจะดำเนินไปทางไหน ฉันทำเส้นเรื่องไว้หลายแบบมากในขั้นตอนการวางแผน แต่ตอนที่เริ่มลงมือเขียน ฉันถึงจะรู้ว่าเส้นเรื่องจริงๆ ควรจะวิ่งไปในทางใด - ฉันไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถเพิ่มหรือเสริมอะไรที่สนุกๆ ลงไปในภายหลังได้ หรือ ห้ามเขียนอะไรออกนอกเส้นเรื่องที่วางไว้แต่แรกนะ ฉันแค่อยากรู้ทิศทางที่แน่นอนในตอนเริ่มต้นก็แค่นั้นเอง
คุณวางแผนการเขียนสไตรค์อย่างไร
ฉันคิดว่านิยายชุดนี้จะมีทั้งหมด 10 เล่ม แน่นอนว่าฉันมีไอเดียที่ชัดเจนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสไตรค์กับโรบินตลอดทั้ง 10 เล่มนี้
นี่ก็อาจจะฟังดูน่าเบื่อ แต่ก็อาจจะดูตื่นเต้นหน่อยๆ - ในแต่ละเล่มฉันจะตั้งจุดหมายหลักความสัมพันธ์ของพวกเขาเอาไว้ แล้วหาทางให้เรื่องราวมันดำเนินไปจนถึงจุดนั้นให้ได้ เพื่อที่ในเล่มต่อไปมันจะได้ไปข้างหน้าต่อ ซึ่งคุณต้องมีจุด check-point วางเอาไว้ตลอดทั้งเส้นเรื่อง เพราะฉันคิดว่ามันจะทำให้จังหวะการดำเนินเรื่องเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ขณะเดียวกัน ฉันก็ลองกลับมามองเส้นเรื่องความสัมพันธ์ของทั้งสองแล้วพบว่าถ้าให้มันดำเนินไปแบบนี้อาจจะทำให้เส้นเรื่องเดิมแตกแขนงออกไปยังอีกทางหนึ่งโดยไม่ตั้งใจได้เหมือนกัน
เพราะความจริงแล้วฉันได้ไอเดียเล่ม 2 (หนอนไหม) มาก่อนเล่ม 1 (เสียงเพรียกจากคักคู) แต่พอดูเส้นเรื่องความสัมพันธ์ของพวกเขาแล้ว ฉันเลยสลับให้หนอนไหมไปเป็นเล่ม 2 หรือคดีที่สองแทนมันน่าจะเหมาะกว่า คดีแรกควรจะเป็นคดีที่เริ่มสร้างชื่อเสียงให้กับสไตรค์ ซึ่งจะทำให้เรื่องราวของเขาดำเนินต่อไปได้
เรื่องราวพื้นหลังของตัวละครที่คุณสร้างมันสำคัญมากขนาดไหน
ลีด้า สไตรค์ - แม่ของสไตรค์ - น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดนะ
ฉันเริ่มต้นจากเธอหนีออกจากบ้านเพื่อไปเข้าร่วมชมคอนเสิร์ตแห่งหนึ่ง - น่าขำดีไหมล่ะ - แต่ฉันนั่งจมอยู่กับเรื่องนี้เป็นชั่วโมงๆ เลยนะคุณรู้ไหม ฉันได้ข้อมูลที่ยาวเหยียดเกี่ยวกับชีวประวัติของเธอ เธอหนีไปที่ไหน ไปหลับนอนกับใคร ทำไมเธอต้องการใครที่ว่านั่นด้วย เหตุผลที่ข้อมูลทั้งหมดนี้มันมีค่า ไม่ใช่เพราะว่ามันจะไปปรากฏในนิยาย คุณไม่จำเป็นต้องมานั่งบรรยาย 4 บทเกี่ยวกับเรื่องราวของลีด้า สไตรค์ตอนหนีออกจากบ้านเมื่ออายุ 18 ปีหรอก แต่เพราะว่าฉันอยากได้แง่มุมความเป็นมนุษย์จากกระบวนการสร้างตรงนี้ ฉันอยากรู้จักเธอให้ดีที่สุด แม้เธอจะไม่ได้ปรากฏตัวในหนังสือเลยเพราะชิงตายไปก่อน แต่เรื่องราวของเธอจะทอดอยู่ในเงาของลูกชายไปตลอดชีวิตของเขา ดังนั้น มันจึงสำคัญมากที่ฉันจะต้องรู้เรื่องราวของเธอ
สิ่งหนึ่งที่ฉันรักมากจริงๆ ในกระบวนการสร้างเรื่องราวเบื้องหลังตัวละครนี้ คือ ฉันมักจะชอบรู้สึกว่า อ๋อ เพราะเป็นแบบนี้นี่เอง มันให้ความรู้สึกเหมือนว่ากำลังได้ค้นพบอะไรบางอย่างมากกว่าการสร้างมันขึ้นมาใหม่ ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉันและบางครั้งมันก็เอาพล็อทใหม่ๆ มาให้ฉันด้วย - ฉันกำลังจะเข้านอน แล้วอยู่ๆ ก็ลุกขึ้นนั่งแล้วคิดในใจว่า อ๋อ เพราะแบบนี้นี่เองถึงเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นตามมา - มันให้ความรู้สึกเหมือนได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ ไม่ใช่แค่ความคิดที่ว่า อ๋อ ฉันแค่สร้างมันขึ้นมา
เหมือนราวกับว่าฉันนั่งคิด แล้วก็รอ จากนั้นฉันก็ค่อยๆ เห็นภาพ เหมือนฉันเพิ่งเจอมัน - ฉันรู้ว่ามันฟังดูพิลึกๆ ใช่ไหม - แต่สำหรับฉัน ฉันชอบที่จะรู้สึกว่าไอเดียที่ถูกต้องมักจะถูกค้นพบในภายหลังเสมอ มันมีอยู่แล้วแค่รอคุณไปค้นหามันให้เจอ ทั้งๆ ที่จริงคุณนั่นล่ะเป็นคนสร้างมันขึ้นมาแต่แรก
มีตัวละครหรือพล็อทที่ทำให้คุณปวดหัวบ้างไหม
ตัวละครไม่เคยมีหรอก พล็อทต่างหาก บ่อยครั้งเลยที่ฉันคิดว่าไม่น่าจะใช้ได้ น่าจะมีทางที่ดีกว่านี้ ต้องย้ำคิดย้ำทำทบทวนไปมาอยู่หลายครั้ง เพื่อจะหาทางจัดวางให้มันลงตัวและน่าพอใจ - ฉันไม่มีปัญหากับตัวละครเพราะฉันเข้าใจพวกเขาดี พวกเขาต้องไม่ทำแบบนี้และฉันจะไม่ผลักให้พวกเขาไปเจอทางตัน
คุณชอบขั้นตอนการวางแผนไหม
แน่นอนว่าฉันรักมันมากที่สุด เพราะมันคือขั้นที่คุณอยู่ในช่วงเวลาเพ้อฝันและคิดว่านี่จะเป็นหนังสือที่จบลงอย่างมีความสุข มันคือขั้นตอนที่คุณไม่มีอะไรจะต้องเสียใจและทุกอย่างดูเป็นไปได้ หน้ากระดาษยังว่างเปล่า ดังนั้น.. ใช่ฉันรักขั้นตอนนี้มาก และฉันมีข้อความเกี่ยวกับการเขียนติดอยู่เต็มไปหมดในห้องนี้ (มองไปรอบๆ) ทั้งในห้องครัวเล็กๆ นั่น และผนังโดยรอบ ซึ่งฉันชอบอันที่อยู่บนนั้นมากเป็นของ Faulkner "The work never matches the dream of perfection the artist has to start with." ซึ่งก็ไม่มีวันและไม่มีทาง มันเป็นแบบนั้นจริงๆ
เพราะเมื่ออยู่ในขั้นตอนวางแผน คุณจะคิดง่ายๆ ว่า เดี๋ยวมันจะต้องเป็นแบบนี้และมันจะต้องยอดเยี่ยมมาก ดังนั้นฉันจึงชอบช่วงเวลานั้นมาก อีกขั้นที่ฉันชอบคือตอนที่เริ่มขัดเกลาเนื้อหาหลังเขียนเสร็จแล้ว ฉันชอบมานั่งดูในภาพรวมอีกทีว่าแต่ละส่วนเป็นอย่างไร และก็น่าแปลกเหมือนกันที่ช่วงหลังมานี้ พออายุมากขึ้น ฉันยิ่งชอบขั้นตอนนี้มากขึ้นทุกที
ฉันเคยได้คุยนักเขียนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมาก เขาเลือกใช้อีกวิธีหนึ่งคือเตรียมพล็อทรอไว้ก่อนแล้วค่อยๆ เกลามันอย่างพิถีพิถันจากนั้นจึงค่อยลงมือเขียน นั่นก็เป็นอีกแบบหนึ่งที่คุณอาจใช้ได้นะ
คุณวางแผนและเขียนบนสมุดหรือแลปท็อป
ฉันเคยทำทั้งสองอย่างบนสมุดโน้ต ปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่แล้วก็ยังใช้สมุดโน้ตอยู่เหมือนเดิมนั่นล่ะ - อย่างอันนี้คือตอนที่ฉันวางพล็อทสำหรับเล่ม 4 (มัจจุราชขาว) ฉันยังกลับมาเปิดดูในบางครั้ง เพราะฉันเองก็จำไม่ได้หรอกว่าเคยเขียนอะไรลงไปบ้าง แต่ช่วงหลังๆ มานี้ฉันก็เริ่มหันไปใช้แลปท็อปมากขึ้นแล้ว เดี๋ยวฉันให้คุณดูหน่อยละกัน
ฉันแบ่งตารางเป็นช่องๆ เพื่อวางพล็อทเรื่องในแต่ละบทและเส้นทางของตัวละครหลัก ใส่โน้ตตัวสีแดงลงไปเพื่อระบุว่าช่วงไหนที่จะใส่ข้อมูลสำคัญ ใช้สัญลักษณ์สีต่างๆ เพื่อบอกว่าตรงไหนเป็นปมหลัก ช่วงไหนเป็นการเฉลยปม เพราะฉันชอบกระจายความสมดุล ไม่ให้ไปกองอยู่ช่วงใดช่วงหนึ่งมากเกินไป แต่ฉันก็ยังใช้สมุดโน้ตอยู่ โดยเฉพาะช่วงที่ต้องเดินทางไกล เพื่อความอุ่นใจน่ะ ว่าจะมีอะไรเอาไว้จดเวลาปิ๊งไอเดียขึ้นมาระหว่างทาง แต่ก็ยอมรับว่าแลปท็อปสะดวกกว่ามากๆ"
คุณยังนั่งเขียนยาวอยู่ไหม
เหมือนเดิม ฉันรักการนั่งเขียนยาวๆ ฉันสนุกกับมันมากและมักจะเขียนตอนกลางคืน ซึ่งส่วนใหญ่จะเริ่มตอน 4 ทุ่มลากยาวไปจนเกือบตี 3 ฉันจะตั้งเป้าเสมอว่าวันนี้จะเขียนจบที่ตรงไหน แต่พอฉันปิดแลปท็อปและเตรียมจะขึ้นไปนอน เกือบทุกครั้งเลยที่มีไอเดียใหม่ๆ ผุดขึ้นมาระหว่างทางอีก ดังนั้นฉันเลยพยายามจะถือสมุดโน้ตติดมาไว้ในห้องนอนด้วย หรือไม่อย่างนั้นฉันก็อาจจะพิมพ์ใส่โทรศัพท์ไว้ก่อน ไม่งั้นก็อาจกลับไปเปิดแลปท็อปอีกรอบหนึ่ง ทั้งนี้ก็ขึ้นกับว่าไอเดียที่ผุดขึ้นมานั้นเป็นแบบไหนด้วยน่ะนะ ถ้าเป็นแค่ไอเดียสั้นๆ จบบรรทัดเดียวฉันก็จะพิมพ์ใส่โทรศัพท์ไว้ แต่ถ้าเป็นประเภทแบบบทสนทนาฉันก็จะกลับไปเปิดแลปท็อปอีกรอบ
ฉันต้องพยายามทำให้มันจบให้ได้ ไม่อย่างนั้นก็เหมือนว่าสมองจะไม่ shut down ตัวเองสักที ซึ่งมันน่าแปลกมากเลยนะ
คุณรู้สึกอย่างไรบ้างกับการเขียนแบบจบในเล่มเดียว
แน่นอนว่ามันต่างกับการเขียนแบบหลายเล่มจบมาก
เรียบเรียงบทความโดยแอดมินเพจพอตเตอร์ไดอารี่
หากนำบทความออกไปโปรดอ้างอิงเว็บไซต์และผู้เรียบเรียง