เมื่อไม่กี่เดือนก่อน โจแอนน์ โรว์ลิ่ง ยังเป็นคนถังแตก
แต่ในตอนนี้ บรรดาสตูดิโอภาพยนตร์ต่างกำลังต่อสู้แย่งชิงลิขสิทธิ์นิยายเด็กของเธอ
โจแอนน์ โรว์ลิ่ง หญิงสาวผู้คุ้นตาที่มักจะนั่งอยู่โดดเดี่ยวตรงโต๊ะริมก้าวหน้าต่างชั้นบน เอ่ยปากขอเมนูจากบริกร "คุณจะทานอาหารด้วยเหรอครับ" เขาย้อนถามด้วยความไม่อยากจะเชื่อจนทำผ้าเช็ดมือหลุดมือ ตลอดระยะเวลาสามปีครึ่งที่ผ่านมา โรว์ลิ่งเป็นลูกค้าประจำของร้านนิโคลสันส์ ใกล้ถนนพรินเซสสตรีต ในเมืองเอดินเบอะระ เธอจะสั่งเอสเพรสโซ่หนึ่งแก้วพร้อมน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว แล้วลงมือเขียนนิยายด้วยลายมืออย่างประณีตและเหน็ดเหนื่อย โดยมีลูกสาวตัวน้อยนอนหลับอยู่ข้างๆ มันเป็นฉากที่ภาพบรรยากาศราวกับหลุดมาจากนิยายรักโรแมนติกในกรุงปารีสยุคปี 1950 มากกว่าจะเป็นภาพชีวิตจริงของคนประทังชีวิตด้วยเงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในสกอตแลนด์ ปี 1994
โรว์ลิ่งย้อนนึกถึงวันเวลาเหล่านั้นว่า มีบางวันที่เธอต้องค่อยๆ ประคองรถเข็นเด็กย้ายลงมาจากบันไดของร้านนิโคลสันส์ โดยที่ขาของเธอสั่นเกร็งจากการได้รับคาเฟอีนเกินขนาด แต่ในวันนี้ ต้องขอบคุณความสำเร็จทางการเงินอันน่าทึ่งและชวนสับสนจากหนังสือ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ โรว์ลิ่งจึงชอบที่จะให้สัมภาษณ์ ณ คาเฟ่ขนาดกว้างใหญ่ราวกับฮอลล์เต้นรำแห่งนี้ เหล่าพนักงานในร้านพร้อมให้บริการและสนิทสนมกับเธอราวกับคนในครอบครัว ทั้งยังภาคภูมิใจในตัวเด็กในคาเฟ่คนนี้อย่างเงียบๆ
มันมีความเชื่อมโยงอันน่าดึงดูดใจระหว่างชีวิตจริงกับงานศิลปะ ภาพของหญิงสาววัย 31 ปี ร่างบาง ผู้หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง นั่งก้มหน้าหมกมุ่งอยู่กับแผ่นกระดาษบนโต๊ะ ท่ามกลางสถานที่อันคึกคักและจอแจ สะท้อนอยู่ในชีวิตของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่กำลังพรั่งพรูออกมาจากปลายปากกาของเธอ เขาคือเด็กกำพร้าที่การมาถึงโลกมนุษย์ถูกประกาศด้วยฝูงนกเค้าแมวบินว่อนในเวลากลางวัน เขาถูกรังแกทรมานตลอด 11 ปีแรกของชีวิตโดยป้าและลุงผู้ใจแคบ ยึดติดอยู่กับโลกทางกายภาพ จนกระทั่งถูกพาตัวไปยังโรงเรียนประจำเวทมนตร์เพื่อเรียนรู้วิทยาการแห่งพ่อมด จากจุดนั้นเป็นต้นมา เรื่องราวก็กลายเป็นสงครามวันสิ้นโลกที่ต่อสู้กันบนสนามแข่งขันของเกรย์ไฟรเออร์ส
เมื่อช่วงต้นเดือนนี้ หนึ่งวันหลังจากที่ เมลวิน เบอร์เจสส์ คว้ารางวัลเหรียญคาร์เนกีอันทรงเกียรติสำหรับวรรณกรรมเด็กจากเรื่อง Junk ซึ่งเป็นบันทึกเรื่องราวความจริงอันมืดมนของการติดเฮโรอีน โรว์ลิ่งก็ได้ออกมาสนับสนุนแนวคิดเรื่องวรรณกรรมสุขนิยมในหนังสือเด็กอย่างฉะฉาน
เธอยืนยันว่ามีพื้นที่สำหรับหนังสือทั้งสองแบบ สำนักพิมพ์บลูมส์เบอรีซึ่งตีพิมพ์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่นี่เมื่อเดือนก่อน ก็เชื่อเช่นนั้น และข้อโต้แย้งนี้ยิ่งหนักแน่นขึ้นด้วยข้อตกลงมูลค่ามากกว่า 100,000 ดอลลาร์ที่โรว์ลิ่งเซ็นสัญญากับสำนักพิมพ์สโคลาสติกในอเมริกา สำหรับหนังสือชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มแรกจากทั้งหมดเจ็ดเล่ม ขณะเดียวกัน บริษัทภาพยนตร์สี่แห่ง—บริติชสองแห่ง และอเมริกันสองแห่ง—ต่างก็ยื่นข้อเสนอขอซื้อลิขสิทธิ์ไปทำภาพยนตร์ ตอนเป็นเด็ก โรว์ลิ่งเคยอ่านและหลงรักเรื่อง เคส (Kes) แต่เธอก็เพลิดเพลินกับเรื่อง นาร์เนีย (Narnia), บัลเลต์ ชูส์ (Ballet Shoes) และผลงานของ พอล กัลลิโก (Paul Gallico) ด้วยเช่นกัน ถึงอย่างนั้นเธอก็บอกว่าแนวแฟนตาซีไม่ได้ดึงดูดเธอเป็นพิเศษ
"ฉันไม่ได้อ่านแนวนั้นค่ะ และมันรู้สึกแปลกๆ ที่จะพูดถึงสิ่งที่ตัวเองเขียนว่าเป็นแนวแฟนตาซี แม้ว่าฉากหลังทั้งหมดจะตั้งอยู่ในบริบทที่ดูเป็นจินตนาการมาก แต่ตัวละครบางตัวฉันคิดว่าเราทุกคนเคยพบเจอมาในชีวิตจริง แฮร์รี่ไม่มีพ่อแม่ให้รัก ความรักและความจงรักภักดีของเขาจึงมอบให้แก่เพื่อนๆ แต่ก็มีผู้ใหญ่รอบข้างที่เขารู้สึกว่าอาจจะเป็นพ่อแม่ของเขาได้ ฉันสนใจในไอเดียเหล่านั้นมากกว่ามากค่ะ"
ความเปราะบางของความสัมพันธ์มนุษย์เป็นธีมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ ในชีวิตของโรว์ลิ่งเอง ไอเดียเกี่ยวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ และโรงเรียนประจำสำหรับพ่อมดแม่มด แวบเข้ามาในหัวของเธอขณะนั่งอยู่บนรถไฟที่ล่าช้าจากแมนเชสเตอร์ไปลอนดอนในปี 1990 ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่เธอไม่มีทั้งปากกาและกระดาษติดตัว เธอจึงต้องจมอยู่กับไอเดียใหญ่โตนี้นานถึงสี่ชั่วโมงโดยไม่มีอะไรให้ขีดเขียน หลังจากนั้นสามเดือน คุณแม่ของเธอซึ่งมีอายุเพียง 45 ปี ก็เสียชีวิตด้วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง
"แม่เป็นคนที่เสพติดการอ่านหนังสืออย่างหนัก อ่านตลอดเวลา และสิ่งนั้นก็ส่งต่อมาถึงฉัน ฉันไม่รู้เลยว่าโรค MS จะคุกคามแม่เร็วขนาดนี้ และฉันก็ไม่ได้อยู่ตรงนั้น มันปลุกความรู้สึกผิดขึ้นมาอย่างมาก แม่รู้ว่าฉันเขียนหนังสือ แต่แม่ไม่เคยได้อ่านผลงานของฉันเลย คุณจินตนาการออกไหมว่าฉันเสียใจกับเรื่องนี้มากแค่ไหน? มันมีบทหนึ่งในหนังสือที่แฮร์รี่ได้เห็นพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วในกระจกเวทมนตร์ และฉันรู้เลยว่าถ้าแม่ของฉันไม่ได้เสียชีวิตไป ฉันคงถ่ายทอดบทนั้นออกมาอย่างจริงจังน้อยกว่านี้มาก"
ในฐานะลูกสาวของผู้จัดการบริษัทโรลส์-รอยส์ ผู้ซึ่งแต่งงานใหม่ไปแล้ว โจแอนน์เติบโตขึ้นมาในเมืองเชพสโตว์ แคว้นกเวนต์ โดยคำบอกเล่าของเธอเอง เธอเป็น "เด็กบ้าเรียนเนิร์ดๆ สวมแว่นตาประกันสุขภาพถั่วเฉลี่ย" ในโรงเรียนมัธยมท้องถิ่น เธอได้รับปริญญาด้านภาษาฝรั่งเศสและวรรณคดีคลาสสิกที่มหาวิทยาลัยเอ็กเซเตอร์ จากนั้นก็เดินทางไปลอนดอนเพื่อทำงานให้แก่องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ทว่าในไม่ช้า เธอได้ย้ายไปแมนเชสเตอร์เพื่ออยู่ร่วมกับแฟนหนุ่มตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย โดยทำงานรับจ้างในสำนักงานของมหาวิทยาลัยที่นั่น และในช่วงเวลานั้นเองที่คุณแม่ของเธอเสียชีวิต
"นั่นทำให้ฉันต้องกลับมาคิดทบทวนอย่างหนักเกี่ยวกับสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ ฉันเคยเป็นผู้ช่วยครูสอนภาษาในกรุงปารีส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรปริญญา และฉันก็ตระหนักได้ทันทีว่าตอนนั้นฉันสนุกกับมันมาก—ขณะนั่งอยู่ในแมนเชสเตอร์ ฉันคิดว่ามันเป็นงานที่ฉันอยากกลับไปทำอีกครั้ง ดังนั้น ราวๆ เก้าเดือนหลังจากแม่เสียชีวิต ฉันจึงออกเดินทางไปเมืองโอพอร์โต ประเทศโปรตุเกส และสอนภาษาอังกฤษ"
ในโปรตุเกส เรื่องราวเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โรว์ลิ่งสอนหนังสือ เขียนแฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้สามบท พบรักและแต่งงานกับผู้สื่อข่าวชาวโปรตุเกส และให้กำเนิดเจสสิก้าลูกสาวของเธอ ทารกตัวน้อยมีอายุได้เพียงสามเดือนครึ่ง ชีวิตแต่งงานของเธอก็พังทลายลง ส่งผลให้โรว์ลิ่งต้องเดินทางมาพักอาศัยอยู่กับพี่สาวของเธอในเมืองเอดินบะระช่วงคริสต์มาสปี 1993 ลูกน้อยถูกตั้งชื่อตามวีรสตรีในดวงใจของโรว์ลิ่ง ทั้งในชีวิตจริงและในวรรณกรรม นั่นคือ เจสสิก้า มิตฟอร์ด
เหตุผลน่ะเหรอ "เพราะเธอคงความเป็นตัวของตัวเองไว้อย่างมากจากภูมิหลังที่เธอเติบโตมา เพราะสามีคนแรกของเธอเสียชีวิตตั้งแต่ยังหนุ่ม เพราะเธอต้องสูญเสียลูกสองในสี่คนไปในสถานการณ์ที่น่าเศร้า—ทว่าเธอกลับไม่มีความสงสารตัวเองเลย และมีอารมณ์ขันอันยอดเยี่ยมจนกระทั่งจุดจบอันขมขื่น ฉันได้มอบหนังสือเรื่อง ฮอนส์ แอนด์ เรเบลส์ (Hons and Rebels) ของมิตฟอร์ด ให้ลูกสาวเป็นของขวัญในวันรับศีลล้างบาป"
เธอตั้งใจจะออกจากเมืองเอดินบะระหลังเทศกาลคริสต์มาส แต่ด้วยเหตุผลบางอย่างเธอกลับไม่ได้ย้ายไปไหน บ่ายวันฝนตกวันหนึ่ง เธอเล่าเรื่องราวของแฮร์รี่ให้ได น้องสาวของเธอฟัง และยื่นสามบทแรกให้น้องสาวอ่าน "มันมีความเป็นไปได้ว่าถ้าเธอไม่หัวเราะออกมา ฉันคงจะพับเก็บเรื่องทั้งหมดนี้ไว้ข้างๆ" โรว์ลิ่งกล่าวย้อนความหลังในวันนี้ แต่ไดหัวเราะ—และนั่นตามมาด้วยช่วงเวลาหกเดือนของการเขียนหนังสือท่ามกลางสภาพความยากจน
"ฉันไม่ได้มีความตั้งใจหรือความปรารถนาที่จะพึ่งพาเงินสวัสดิการรัฐเลย มันเป็นสิ่งที่กัดกินจิตวิญญาณที่สุด ฉันไม่ได้อยากพูดให้ดูเป็นดราม่าเกินจริงนะคะ แต่มันมีหลายคืนที่แม้เจสสิก้าจะได้กินอิ่ม แต่ฉันกลับไม่ได้กิน ข้อเสนอแนะที่ว่าคนเราจะเจตนาทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพขอรับสวัสดิการ... คุณคงต้องเป็นคนงี่เง่าเต็มทน ถึงจะคิดแบบนั้น
"ฉันจบปริญญา มีทักษะความรู้ ฉันรู้ว่าในระยะยาวอนาคตของฉันจะไปได้ดี แต่มันคงแตกต่างสำหรับผู้หญิงที่ไม่มีความเชื่อมั่นตรงนั้นและต้องมาติดอยู่ในกับดักความยากจน—มันคือความหมดหวัง การสูญเสียความเคารพในตัวเอง สำหรับฉัน อย่างน้อยมันก็เป็นช่วงเวลาแค่หกเดือน ฉันเขียนหนังสือตลอดเวลา ซึ่งมันช่วยรักษาจิตวิญญาณและความสติสัมปชัญญะของฉันไว้จริงๆ ทันทีที่เจสซี่หลับ ฉันก็จะเอื้อมมือไปหยิบปากกาและกระดาษ"
ในที่สุดเธอก็ได้งานพาร์ตไทม์ และได้รับเงินทุนสนับสนุนจำนวน 8,000 ปอนด์จากสภาศิลปะแห่งสกอตแลนด์ ซึ่งการได้รับเงินในขวบปีแห่งความขัดสนนั้น มีความหมายยิ่งกว่าเลขศูนย์หลายๆ ตัวจากข้อตกลงตกลงขายหนังสือในอเมริกาเมื่อเร็วๆ นี้เสียอีก โรว์ลิ่งยังไม่ได้รับเงินก้อนนั้น แต่เธอได้ใช้เงินไปแล้ว 100 ปอนด์ในการซื้อเสื้อแจ็กเก็ตสำหรับใส่ไปออกรายการโทรทัศน์
โรว์ลิ่งมีโอกาสที่จะกลายเป็นมหาเศรษฐีเงินล้านก่อนอายุ 40 ปี แต่ชีวิตในคาเฟ่ยังคงดำเนินต่อไป
"การเขียนหนังสือและคาเฟ่เชื่อมโยงกันอย่างเหนียวแน่นในสมองของฉัน ฉันยังคงเขียนด้วยลายมือ ชอบการพลิกแผ่นกระดาษไปมาด้วยตัวเอง และคุณไม่ต้องคอยขัดจังหวะตัวเองลุกเข้าไปในครัวเพื่อทำกาแฟ"
เธอทอดสายตาด้วยความรักมองไปรอบๆ ร้านนิโคลสันส์อันกว้างใหญ่ แล้วมองขึ้นไปบนเพดาน
"มีแฟลตอยู่ข้างบนนี้นะคะ" เธอกล่าวอย่างครุ่นคิด "ฉันคงไม่ต้องทำอาหารเช้ากินเองด้วยซ้ำ..."
เรียบเรียงบทความโดยแอดมินเพจพอตเตอร์ไดอารี่
หากนำบทความออกไปโปรดอ้างอิงเว็บไซต์และผู้เรียบเรียง