อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ฉันยังคงไปที่ร้านนิโคลสันส์ คาเฟ่ในเอดินบะระที่ฉันใช้เขียนนิยายเล่มแรก แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ เสียเป็นส่วนใหญ่ ในทุกวันนี้ผู้จัดการและเจ้าของร้านกลายมาเป็นเพื่อนกันแล้ว—หรือบางทีพวกเขาก็แค่รู้สึกโล่งอกที่ตอนนี้ฉันสั่งอาหารมากินจริงๆ เสียที ฉันมักจะใช้คาเฟ่แห่งนี้เป็นสถานที่สัมภาษณ์สื่อมวลชนเป็นส่วนใหญ่ ส่วนหนึ่งก็เพราะความรู้สึกขอบคุณสำหรับทุกช่วงเวลาที่พวกเขาเคยยอมให้ฉันนั่งแช่อยู่ตรงนั้นตั้งสองชั่วโมงด้วยเอสเพรสโซ่เย็นๆ เพียงแก้วเดียว
ช่วงเวลานี้เมื่อปีที่แล้ว สำนักพิมพ์ในอเมริกาได้ขอซื้อลิขสิทธิ์เรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ ไปด้วยเงินที่พวกเขาเรียกว่าจำนวนมหาศาล ชีวิตของฉันเปลี่ยนแปลงไปชั่วข้ามคืนชนิดที่ไม่ใช่คำเปรียบเปรย ฉันวางสายโทรศัพท์จากคริสโตเฟอร์ ตัวแทนของฉัน ด้วยสภาพช็อกอย่างหนัก (ฉันคิดว่าสิ่งเดียวที่ฉันพูดตอบกลับไปในสนทนานั้นมีแค่คำว่า "เท่าไหร่นะคะ? ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย") ฉันเดินวนไปวนมาในแฟลตอยู่นานหลายชั่วโมงด้วยความตื่นเต้นผสมลนลาน เข้านอนตอนประมาณตีสอง แล้วก็ถูกปลุกด้วยเสียงโทรศัพท์ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันถัดมาและมันก็ไม่เคยหยุดดังเลยตลอดทั้งสัปดาห์
สำหรับสื่อมวลชน มันคือเรื่องราวแบบซินเดอเรลล่าชัดๆ แม่เลี้ยงเดี่ยวผู้ถังแตก หย่าร้าง นั่งเขียนหนังสือตามคาเฟ่ในระหว่างที่ลูกสาวตัวน้อยนอนหลับอยู่ข้างๆ และในที่สุดก็โชคดีประประสบความสำเร็จ ฉันไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะได้รับการสนใจในตัวตนส่วนตัวของฉัน จินตนาการอันโลดโผนที่สุดของฉันไปไม่ไกลเกินกว่าแค่การได้เห็นหนังสือถูกตีพิมพ์ และจุดสูงสุดของความสำเร็จในความคิดของฉัน ก็คือการได้รับการวิจารณ์ลงในหนังสือพิมพ์ชั้นนำ
แต่จู่ๆ การได้เห็นใบหน้ายิ้มแป้นของตัวเองลอยหราอยู่บนหนังสือพิมพ์ครึ่งค่อนฉบับ พร้อมคำบรรยายใต้ภาพประมาณว่า "โจแอนน์ โรว์ลิ่ง แม่เลี้ยงเดี่ยวผู้ไร้เงินติดตัว" ถือเป็นประสบการณ์ที่ทำให้สับสนและจับต้นชนปลายไม่ถูกเลยทีเดียว
ฉันเพิ่งกลับมาจากการทัวร์เซ็นหนังสือและอ่านหนังสือตามร้านหนังสือและโรงเรียนต่างๆ ในอังกฤษและสกอตแลนด์ เพื่อโปรโมตหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มที่สอง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับห้องแห่งความลับและมันเป็นหนึ่งในสัปดาห์ที่ดีที่สุดในชีวิตของฉันเลย ฉันได้พบกับเด็กๆ วัย 10 ขวบที่โผล่มาพร้อมกับเรื่องราวที่พวกเขาแต่งขึ้นเองเพื่อมาโชว์ให้ฉันดู เด็กผู้หญิงที่ยื่นจดหมายแฟนคลับให้ฉันด้วยหน้าตาแดงก่ำด้วยความเขินอาย เด็กผู้ชายที่เอาแต่มองพื้นในขณะที่แม่ของพวกเขาสกิดหลังยักคิ้วยักไหล่ กระตุ้นให้บอกฉันว่าชอบหนังสือเล่มนี้แค่ไหน ("หนูวางมันไม่ลงเลยใช่ไหมแดเนียล? หนูอ่านไปหกรอบแล้วใช่ไหมแดเนียล? ใช่ไหมแดเนียล? พูดอะไรหน่อยสิแดเนียล")
ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือการได้พบกับแม่ของเด็กชายวัยเก้าขวบที่เป็นโรคบกพร่องในการอ่านหนังสือซึ่งบอกฉันว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ คือหนังสือเล่มแรกในชีวิตที่เขาอ่านจบด้วยตัวเองทั้งหมด เธอบอกว่าเธอถึงกับน้ำตาไหลเมื่อเดินเข้าไปพบเขานอนอ่านมันอยู่บนเตียงในเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่เธออ่านสองบทแรกให้เขาฟังในคืนก่อนหน้า ฉันไม่แน่ใจว่าตัวเองได้สื่อสารให้เธอรับรู้หรือเปล่าว่านั่นเป็นสิ่งที่วิเศษมากเพียงใดที่ได้ยิน เพราะฉันเองก็รู้สึกเหมือนกำลังจะร้องไห้ออกมาเหมือนกัน
ในฐานะอดีตครู มันมีความรู้สึกรื่นรมย์อันไร้ความรับผิดชอบในการเผชิญหน้ากับเด็กเต็มห้อง โดยรู้ว่าสิ่งที่คุณต้องทำมีเพียงแค่สร้างความบันเทิงให้พวกเขา ส่วนเรื่องการรักษาระเบียบวินัยก็ช่างมันเถอะ แต่ฉันต้องบอกเลยนะคะว่า ไม่มีเด็กคนไหนเลยที่ฉันเจอในสัปดาห์ที่ผ่านมา จะมีกิริยาไร้มารยาทได้ใกล้เคียงกับครูคู่หนึ่ง ที่นั่งคุยกันตลอดเวลาที่ฉันกำลังอ่านหนังสือ ในขณะที่เด็กๆ ที่น่ารักทั้ง 60 คนนั่งฟังอย่างตั้งใจทุกคำพูด
ฉันอยากจะหยุดแล้วพูดเสียงดังๆ ว่า "เราจะรอจนกว่าคุณครูจะคุยกันเสร็จก่อน ดีไหมคะ" แต่ฉันมันคนขี้กลัว ฉันก็เลยทำได้แค่ส่งเสียงอ่านให้ดังขึ้นกว่าเดิมเท่านั้นเอง
การออกงานเซ็นหนังสือในบางครั้งก็ดึงดูดบุคคลสายพันธุ์ที่น่ากลัวเข้ามา นั่นคือ นักเขียนที่ไม่ได้รับการตีพิมพ์และเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง ฉันเคยสังกัดอยู่ในสายพันธุ์ย่อยที่น่าเวทนากว่านั้นมาก่อน (นักเขียนที่ไม่ได้รับการตีพิมพ์และหดหู่ซึมเศร้า) ดังนั้นวิธีคิดของคุณขุ่นเคืองจึงเป็นเรื่องยากที่ฉันจะเข้าใจ ฉันมักจะสันนิษฐานเสมอว่าสำนักพิมพ์ที่ปฏิเสธ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ ทำไปเพราะในมุมมองของพวกเขา งานมันยังดีไม่พอ แต่นักเขียนผู้ขุ่นเคืองไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดนั้น เขารู้ดีว่ามันมีเคล็ดลับในการได้รับการตีพิมพ์ เป็นพรสวรรค์เฉพาะตัวที่ไม่ค่อยเกี่ยวอะไรกับการเขียนหนังสือที่คนอื่นจะสนุกกับการอ่านเลย ดังนั้น เมื่อเขาเห็นนักเขียนที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์มาปรากฏตัวที่ร้านหนังสือแถวบ้าน เขาจึงแวะมาเพื่อเรียกร้องขอสูตรวิเศษนั้น
ฉันได้เจอกับคุณขุ่นเคืองที่กัดไม่ปล่อยคนหนึ่งในสัปดาห์นี้ เขาเดินเข้ามาหาฉันด้วยยิ้มเกร็งๆ ที่ดูเหมือนคนบ้าเล็กน้อย และเปิดบทสนทนาด้วยการบอกฉันว่า สำนักพิมพ์บลูมส์เบอรี (สำนักพิมพ์ของฉัน) ปฏิเสธหนังสือของเขา จากนั้นตามมาด้วยการไต่สวนว่าฉันซิกแซกเข้าไปอยู่ในรายชื่อนักเขียนของพวกเขาได้อย่างไร ซึ่งเกือบจะถึงขั้นซักถามราวกับฉันมีภาพถ่ายแบล็กเมลผู้จัดการฝ่ายบริหารอยู่เลยทีเดียว
ฉันรู้ดีว่ามันน่าเศร้าแค่ไหนยามได้ยินเสียงต้นฉบับที่ถูกปฏิเสธหล่นตุ้บลงบนพรมเช็ดเท้า เพราะมันเพิ่งเกิดขึ้นกับฉันเมื่อไม่นานมานี้เอง แต่คำแนะนำเดียวที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองมีคุณสมบัติพอจะมอบให้นักเขียนที่ยังไม่ได้รับการตีพิมพ์ได้ก็คือ ลองค้นหาตัวแทนและสำนักพิมพ์ที่เหมาะสมในหนังสือ Writers' and Artists' Yearbook แล้วค่อยๆ ลุยไปตามรายชื่อเหล่านั้นทีละแห่ง
มันอาจจะเป็นคำแนะนำที่น่าเบื่อ แต่มันใช้ได้ผลสำหรับฉัน ในที่สุดคุณขุ่นเคืองก็ยอมยกเลิกความพยายามกับฉัน แล้วต้อนโรซามุนด์ ผู้ดูแลฝ่ายการตลาดหนังสือเด็กของบลูมส์เบอรีไปเข้ามุมแทน ล่าสุดที่ฉันได้ยิน คือเขากำลังบอกเธอว่าเขาได้คิดค้นกลยุทธ์การตลาดของตัวเองไว้เรียบร้อยแล้ว
ฉันกลับมาถึงบ้านหลังจบการทัวร์โปรโมตหนังสือ ด้วยตาที่ปวมช้ำจากความเหนื่อยล้าและหอบหิ้วของขวัญมาเต็มแขน แต่กลับได้รับการต้อนรับอย่างมีอารมณ์ร่วมเพียงเล็กน้อยจากลูกสาววัยสี่ขวบของฉัน เธอไปค้างกับ โทมัส เพื่อนสนิทของเธอ ซึ่งมีเตียงสองชั้นและมีของเล่นแบทแมนกองโต ฉันแข่งขันด้วยไม่ได้เลยจริงๆ เพื่อพยายามสร้างความตื่นเต้นหลังจากสัมภาษณ์กับร้านนิโคลสันส์ครั้งล่าสุด ฉันจึงเปิดวิทยุในเย็นวันนั้นแล้วบอกเธอว่า เธอกำลังจะได้ยินเสียงคุณแม่พูดเกี่ยวกับหนังสือของแม่นะ เธอ มองฉันด้วยสายตาเอ็นดูสงสาร
"แต่หนูรู้อยู่แล้วนี่คะว่าเสียงคุณแม่เป็นยังไง"
เรียบเรียงบทความโดยแอดมินเพจพอตเตอร์ไดอารี่
หากนำบทความออกไปโปรดอ้างอิงเว็บไซต์และผู้เรียบเรียง