เมื่อสามปีก่อน โจแอนน์ โรว์ลิง (Joanne Rowling) เดินทางมาถึงเมืองเอดินบะระพร้อมเด็กทารกใต้แขนข้างหนึ่ง และต้นฉบับหนังสือที่มุมกระดาษเริ่มยับย่นใต้แขนอีกข้าง นอกจากกระเป๋าเดินทางสภาพผ่านศึกแล้ว เธอไม่มีสิ่งอื่นใดติดตัวเลย
"หนังสือเล่มนี้ช่วยกอบกู้สติของฉันไว้ค่ะ นอกจากน้องสาวแล้ว ฉันไม่รู้จักใครที่นี่เลย
ฉันไม่เคยถังแตกขนาดนี้มาก่อนและเงินเก็บอันน้อยนิดที่มีก็หมดไปกับของใช้เด็กอ่อน
ผลจากการเลิกรากับสามี ทำให้จากคนที่ทำงานมาตลอดชีวิต กลับต้องกลายเป็นแม่เลี้ยงลูกเดี่ยวที่ไม่มีงานทำ
อาศัยอยู่ในห้องเช่ารูปร่างซบเซา ต้นฉบับนี้คือสิ่งเดียวที่ฉันเหลืออยู่และเป็นความหวังเดียวของฉัน"
โรว์ลิงเล่าถึงช่วงเวลาอันมืดมนเหล่านั้นขณะนั่งอยู่ในร้านกาแฟที่มีแสงแดดส่องถึงบนถนนนิโคลสัน และเรื่องราวเหล่านั้นเริ่มมีกลิ่นอายของอดีตอันแสนไกล เพราะในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สำนักพิมพ์ในอเมริกาสองแห่งกำลังแข่งขันประมูลซื้อลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนี้ในฝั่งอเมริกา หนังสือเล่มแรกของเธอ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ เพิ่งตีพิมพ์ในอังกฤษสัปดาห์นี้โดยสำนักพิมพ์บลูมส์บิวรี ในราคา 4.50 ปอนด์ และยอดประมูลพุ่งสูงไปถึงระดับหกหลักแล้ว
"ดอลลาร์นะคะไม่ใช่ปอนด์"
โรว์ลิงกล่าวด้วยท่าทีตรงไปตรงมาและเป็นกันเอง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์เดียวกับสไตล์การเขียนของเธอ โอเค แต่นี่ก็ยังคงเป็นเงินจำนวนมหาศาลอยู่ดีสำหรับหนังสือเล่มแรก แถมยังเป็นวรรณกรรมเด็กที่เขียนโดยแม่เลี้ยงเดี่ยว ซึ่งเมื่อไม่ถึงสามเดือนก่อน ยังได้รับเงินทุนสนับสนุน 2,500 ปอนด์จากสภาศิลปะแห่งสกอตแลนด์ ซึ่งเปรียบเสมือนพรจากสวรรค์สำหรับเธออยู่เลย
อันที่จริง หลังจากสภาศิลปะฯ ได้เห็นต้นฉบับ พวกเขาก็มอบเงินทุนให้เธอถึง 8,000 ปอนด์ ซึ่งถือเป็นทุนสูงสุดเท่าที่เคยมอบให้แก่ผู้เขียนวรรณกรรมเด็ก
หากฟังดูเหมือนเรื่องเพ้อฝัน มันก็ใช่และไม่ใช่ เรื่องราวของโจแอนน์เองนั้นคือเรื่องจริง แม้ว่าตอนนี้มันจะรู้สึกเหมือนความฝันที่เธอนึกว่าฝันไปและกลัวว่าจะตื่นขึ้นมาก็ตาม ส่วนเรื่องราวของ แฮร์รี่ พอตเตอร์ นั้นเป็นแฟนตาซี แต่มันถูกปรุงแต่งด้วยวิถีชีวิตประจำวันมากพอที่จะทำให้รู้สึกสมจริง
เธอคิดพล็อตเรื่องนี้ขึ้นได้ระหว่างเดินทางบนรถไฟในปี 1990
"รถไฟมีความสำคัญต่อชีวิตฉันมากค่ะ พ่อแม่ของฉันก็เจอกันบนรถไฟ"
ฮีโร่ของเรื่องอย่าง แฮร์รี่ กลายเป็นเด็กกำพร้าภายใต้สถานการณ์ปริศนาที่ทิ้งรอยแผลเป็นรูปอสุนีบาตไว้บนหน้าผาก เขาถูกส่งไปอยู่กับลุงและป้าที่น่ารังเกียจ พร้อมกับลูกชายอ้วนฉุที่ถูกตามใจจนเสียคน แต่จดหมายประหลาดที่นำมาส่งโดยนกฮูก (ก็แน่ละ มันจะเป็นอย่างอื่นไปได้ยังไง?!) ได้พาเขาออกเดินทางสู่เส้นทางรถไฟที่มุ่งหน้าสู่ โรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ ซึ่งโรว์ลิงจินตนาการไว้เสมอว่าตั้งอยู่ในสกอตแลนด์
ที่ฮอกวอตส์ เขาพบว่าตัวเองกลายเป็นคนดัง และได้รู้ว่าพ่อแม่ของเขาเคยเป็นบุคคลสำคัญในวงการพ่อมดแม่มด จากนั้นจึงตามมาด้วยการผจญภัยอันน่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งการแอบลักลอบนำลูกมังกรเข้ามา, การฝึกฝนควิดดิช กีฬาสามมิติที่เล่นบนไม้กวาด, การรับมือกับโทรลล์ยักษ์ และสุดท้ายคือการออกเดินทางค้นหาศิลาอาถรรพ์อันทรงพลังและอันตราย
ตัวละครแฮร์รี่นั้นดูสมจริงและชวนให้นึกถึงตัวละครต่างๆ ของโรอาลด์ ดาห์ล โดยเฉพาะชาร์ลี บัคเก็ทและมาธิลด้า เอฟเฟกต์ภาพยนตร์ที่เคยชุบชีวิต มาธิลด้าให้มีชีวิตชีวาจนประสบความสำเร็จ ก็น่าจะทำแบบเดียวกันให้กับแฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้เช่นกัน ตัวละครส่วนใหญ่ถูกเขียนขึ้นในลักษณะล้อเลียนแต่โรว์ลิงยอมรับว่า เฮอร์ไมโอนี่ เพื่อนร่วมชั้นจอมรู้ดีของแฮร์รี่ ก็คือภาพสะท้อนตัวเธอเอง
"เธอเหมือนฉันตอนอายุ 11 ขวบมากค่ะ เบื้องหน้าดูเป็นเด็กอวดดีจอมรู้ดี แต่ข้างในลึกๆ แล้วเป็นคนขาดความมั่นใจมาก"
เมื่อเร็วๆ นี้ โจแอนน์รู้สึกประหลาดใจเมื่อถูกถามว่าเธอรู้สึกอย่างไรกับการเขียนงานแนวแฟนตาซี ในขณะที่รายชื่อเข้าชิงรางวัลคาร์เนกีเต็มไปด้วยวรรณกรรมแนวสมจริงที่เคร่งเครียด
"ฉันคิดว่าเด็กๆ ต้องการการหลีกหนีความเป็นจริงบ้างค่ะ
แต่ฉันไม่คิดว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ จะตัดขาดจากโลกความเป็นจริงหรอกนะ"
เมื่อผู้สัมภาษณ์ตั้งคำถามว่า หนังสือเล่มนี้แท้จริงแล้วเป็นเรื่องเกี่ยวกับอำนาจ ประเด็นนี้ทำให้เธอรู้สึกยินดีอย่างยิ่ง
"ใช่เลยค่ะ ถูกต้องที่สุด เด็กๆ เป็นกลุ่มคนที่ไม่มีอำนาจเอาเสียเลย ไม่ว่าพวกเขามีความสุขแค่ไหนก็ตาม
แนวคิดที่ว่าเราสามารถมีเด็กคนหนึ่งที่หลุดพ้นจากกรอบของโลกผู้ใหญ่ และไปยังสถานที่ที่เขามีอำนาจ
ทั้งในความหมายตรงตัวและเชิงเปรียบเทียบ มันเข้าถึงใจฉันจริงๆ ค่ะ มันเป็นธีมคลาสสิก:
แนวคิดเรื่องเด็กกำพร้าและโชคชะตาที่ถูกซ่อนไว้ แต่แนวคิดเรื่องการหลุดออกจากกรอบนี้ คือความฝันร่วมกันของเด็กทุกคน"
หนังสือเล่มนี้ยังพูดถึงการใช้อำนาจไปในทางที่ผิด อย่างชัดเจนที่สุดในตัวพ่อมดศาสตร์มืด ผู้ซึ่งนามของเขาชั่วร้ายเกินกว่าจะเอ่ยออกมา และยังรวมถึงตัวละคร เดรโก มัลฟอย อันธพาลประจำโรงเรียน ด้วยความกังวลเรื่องการรังแกกันในโรงเรียนสกอตแลนด์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ จะกลายเป็นหนังสือที่ยอดเยี่ยมสำหรับการนำไปทำโครงงานของเด็กอายุ 9 ถึง 13 ปี
เสน่ห์ส่วนหนึ่งที่ทำให้หนังสือเล่มนี้อ่านสนุก มาจากคำบรรยายและบทสนทนาที่มีอารมณ์ขัน ดัมเบิลดอร์ ครูใหญ่ผู้ใจดี มีรอยแผลเป็นที่เข่าซ้ายซึ่งเป็นแผนที่รถไฟฟ้าใต้ดินลอนดอนที่สมบูรณ์แบบ ส่วน ลุงเวอร์นอน หน้าแปรเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวไวกว่าสัญญาณไฟจราจร เมื่อแฮร์รี่ได้รับจดหมายนกฮูกฉบับแรก และที่ฮอกวอตส์ ที่ซึ่งทุกคนบ้าคลั่งควิดดิช แฟนบอลเวสต์แฮมคนเดียวในโรงเรียนโดนพ่อมดน้อยเย้ยหยันว่า "รอนมองไม่ออกเลยว่ามันน่าตื่นเต้นตรงไหนกับเกมที่มีลูกบอลแค่ลูกเดียว แถมยังไม่อนุญาตให้บินอีก"
ลินด์ซีย์ เฟรเซอร์ จากองค์กร Book Trust Scotland กล่าวว่า เธอไม่เคยสนุกกับนิยายเล่มแรกของนักเขียนคนไหนขนาดนี้มาก่อน นับตั้งแต่ผลงานของ ไบรอัน แจ็กส์ และเธอก็อดใจรออ่านเล่มถัดไปที่จะวางขายในปีหน้าแทบไม่ไหว
"มันเป็นมากกว่าแค่เรื่องตลก แต่มันคือเรื่องราวการผจญภัยแบบจัดเต็มที่มีเสน่ห์เหนือกาลเวลา ซึ่งเด็กๆจะต้องหลงรักอย่างแน่นอน" เฟรเซอร์กล่าว
ผู้สื่อข่าวได้ลองเอาหนังสือเล่มนี้ให้ลูกสาววัย 11 ขวบ (ลอร่า) และเด็กสาววัย 12 ขวบ (จิล แอลลาร์ดิส) อ่าน ทั้งคู่จัดให้ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ติด 1 ใน 5 หนังสือที่ดีที่สุดเท่าที่เคยอ่านมา โดย จิล กล่าวว่า "เนื้อเรื่องดึงดูดฉันตั้งแต่หน้าแรก ถ้าพ่อแม่ไม่บังคับให้ไปนอน ฉันคงอ่านรวดเดียวจบไปแล้ว มันเหมือนจินตนาการที่ทำงานเกินพิกัดเลยค่ะ"
อันที่จริง หากจะมีข้อเสียสำหรับเรื่องราวของโรว์ลิง มันคือความเสี่ยงที่เธอจะถูกเรียกว่า โรอาลด์ ดาห์ล คนใหม่ ซึ่งอาจกลายเป็นภาระอันหนักอึ้งบนไหล่เล็กๆ ของเธอ
หนังสือเล่มแรกสุดที่โจแอนน์เขียน เป็นเรื่องเกี่ยวกับกระต่ายชื่อแรบบิท
"ตอนนั้นฉันอายุประมาณหกขวบ และฉันก็ไม่เคยหยุดขีดเขียนอีกเลยตั้งแต่นั้นมา แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันพยายามส่งตีพิมพ์"
เธอเคยได้รับคำปฏิเสธนุ่มๆ จากสำนักพิมพ์เพนกวิน
"ฉันต้องส่งให้ทีละสำนักพิมพ์ เพราะฉันไม่มีเงินพอจะถ่ายเอกสารหลายๆ ชุด"
จากนั้นคริสโตเฟอร์ ลิตเตอร์ นายหน้าผู้ดูแลผลประโยชน์ก็ตกลงเซ็นสัญญากับเธอ และขายเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ ให้กับบลูมส์บิวรี
"พวกเขาเก่งมากค่ะ บรรณาธิการขัดเกลาบทอย่างใส่ใจมาก และไม่กี่จุดที่ขอให้ฉันตัดทอนออก มันก็ทำให้หนังสือออกมาดีขึ้นจริงๆ"
สำหรับนิยายเล่มแรก มันเรียบง่ายอย่างน่าทึ่ง ราวกับถูกเขียนขึ้นในกระแสความคิดที่พรั่งพรูครั้งเดียว แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม เธอคิดไอเดียเรื่อง ศิลาอาถรรพ์ พร้อมพลังในการฟื้นฟูและสร้างความเป็นอมตะ ได้ในระหว่างการแต่งงานระยะสั้นที่ไม่สมหวังในโปรตุเกส เมื่อกลับมาที่เอดินบะระ เธอเริ่มเจียระไนหนังสือเล่มนี้จากมวลการผจญภัยที่สะเปะสะปะ โดยใช้ศิลาอาถรรพ์เป็นแกนหลักของเรื่อง
"ฉันมักจะออกไปเดินข้างนอกพร้อมกับเจสสิก้าในรถเข็น และเมื่อไหร่ก็ตามที่แกหลับ
ฉันรู้ว่าฉันจะมีเวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ฉันจะรีบตรงไปร้านกาแฟที่ใกล้ที่สุดแล้วนั่งเขียนอย่างบ้าคลั่ง"
ตอนนี้เธอมีทั้งเงินและเวลาทั้งหมดในโลกเพื่อเขียนหนังสือ แต่เธอกลับรู้สึกหวั่นใจ
"ฉันชินกับการเบียดเวลาเขียนหนังสือ และฉันไม่แน่ใจว่าจะรับมือกับช่วงเวลาว่างอันมหาศาลนี้ได้ไหม"
เธอกำลังพิจารณาที่จะกลับไปสอนภาษาฝรั่งเศสซึ่งเป็นงานพาร์ตไทม์ที่ช่วยประคองชีวิตเธอไว้จนกระทั่งได้รับทุนจากสภาศิลปะฯ ตอนนี้เธอกำลังเก็บรายละเอียดสุดท้ายให้กับเล่มต่อ
"อย่าถามฉันนะคะว่ามันได้ผลไหม ฉันอยู่ใกล้ชิดกับมันเกินไปจนตอบไม่ได้"
หากโจแอนน์กำลังมีปัญหาในการปรับตัวกับการเป็นนักเขียน เจสสิก้าในวัยสี่ขวบกลับไม่มีข้อสงสัยใดๆ เมื่อเร็วๆ นี้ ทั้งคู่กำลังดูหนังสือเกี่ยวกับอาชีพต่างๆ
"แล้วแม่ทำอาชีพอะไรจ๊ะ?" โจแอนน์ถาม โดยคาดหวังคำตอบธรรมดาๆ เกี่ยวกับการทำอาหารหรือล้างจาน
"หม่ามี้เหรอ" เจสสิก้าตอบโดยไม่ลังเล "หม่ามี้มีหน้าที่เขียนหนังสือไงคะ!"
เรียบเรียงบทความโดยแอดมินเพจพอตเตอร์ไดอารี่
หากนำบทความออกไปโปรดอ้างอิงเว็บไซต์และผู้เรียบเรียง