ประการแรก ขอพูดถึงภาพจำเดิมๆ กันก่อน ภาพของนักเขียนหนังสือเด็กมักจะเป็นหญิงสาวที่สวมชุดเดรสลายดอกไม้สไตล์ลอร่า แอชลีย์ ทำแยมมาร์มาเลดกินเองบนเตาอบอากาและขับรถวอลโว่ คอยรับส่งตัวเองจากโครงการน่าสนใจโครงการหนึ่งไปสู่อีกโครงการหนึ่ง การเขียนเรื่องราวเล็กๆ อันมีเสน่ห์ของเธอมีไว้เพียงเพื่อฆ่าเวลาว่างหนึ่งชั่วโมง ในระหว่างช่วงพักทานอาหารกลางวันกับกลุ่มสมาคมสตรีและช่วงเวลาไปรับลูกๆ กลับจากโรงเรียน
ทีนี้ลองมาดูอีกภาพจำหนึ่ง : คุณแม่ลูกเดี่ยวที่กำลังว่างงาน อาศัยอยู่กับลูกวัยเตาะแตะในห้องเช่าเล็กๆ เพียงเพราะนั่นคือสิ่งเดียวที่เธอพอจะจ่ายไหวจากเงินสวัสดิการรัฐ แม้ว่าเธอจะปรารถนาต้องการหางานทำใจจะขาด แต่ค่าใช้จ่ายในการฝากเลี้ยงเด็กตามสถานรับเลี้ยงเด็กก็อาจกลืนกินรายได้พิเศษทั้งหมดที่เธอหามาได้จนหมดสิ้น เธอรู้สึกว่าตัวเองคงต้องบ้าไปแน่ๆ หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในเร็ววัน
โจแอนน์ โรว์ลิ่ง เป็นทั้งนักเขียนหนังสือเด็กและคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว และจนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ชีวิตของเธอก็หนักไปทางห้องเช่าแคบๆ มากกว่าห้องครัวในบ้านพักตากอากาศ แต่แล้วบางอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อหนังสือเล่มแรกของเธอเพิ่งได้รับการตีพิมพ์ เสียงเล่าอ้างจากวงการหนังสือบริติชที่มีต่อ แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์นั้นเป็นไปในทางบวกอย่างยิ่ง และสำนักพิมพ์สโคลาสติกของอเมริกา ก็เพิ่งขอซื้อลิขสิทธิ์ไปในราคาที่โรว์ลิ่งยอมรับว่า "มากกว่า 100,000 ดอลลาร์" (โดยบางแหล่งข่าวระบุว่าอาจสูงถึง 500,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว) นี่นับเป็นเงินค่าลิขสิทธิ์ล่วงหน้าที่งดงามมากสำหรับนิยายเล่มแรกของนักเขียนทั่วไป และเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนสำหรับนักเขียนหนังสือเด็ก บัดนี้ เตาอบอากาและรถยนต์วอลโว่อยู่ในจุดที่เธอสามารถไขว่คว้ามาครอบครองได้แล้ว
สำหรับโรว์ลิ่งในวัย 31 ปี นี่คือการตรากตรำทำงานหนักนานถึง 7 ปีในการเขียนหนังสือเล่มนี้ ซึ่งในระหว่างช่วงเวลานั้น เธอได้แต่งงานและแยกทางกับผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ชาวโปรตุเกส ให้กำเนิดบุตรสาว และต้องรับมือกับความสูญเสียเมื่อมารดาของเธอเสียชีวิต
"ก่อนที่หนังสือเล่มนี้จะได้รับการตีพิมพ์ ฉันรู้สึกว่ามันได้ช่วยรักษาจิตวิญญาณและความสติสัมปชัญญะของฉันไว้จริงๆ ค่ะ มันช่วยไว้จริงๆ" เธอเล่า "ฉันกลับมาจากโปรตุเกสโดยไม่มีทั้งงานทำและไม่มีที่อยู่อาศัย ฉันตั้งหน้าตั้งตาเขียนอย่างบ้าคลั่งระหว่างที่ลูกสาวกำลังหลับ ซึ่งมันไม่เพียงแต่ทำให้สมองของฉันมีอะไรทำ แต่ยังเป็นเสมือนการหลบหนีสำหรับฉันด้วย ฟังดูอาจจะเหมือนคำคมเลี่ยนๆ นะคะ แต่ต่อให้หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ถูกตีพิมพ์ มันก็ยังคงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตของฉันอยู่ดี เพราะมันได้มอบสถานที่ให้ฉันได้ไป นอกเหนือจากแฟลตซอมซ่อที่ฉันรู้สึกเหมือนถูกคุมขังไว้"
โรว์ลิ่งเติบโตขึ้นมาในแถบป่าดีน บริเวณชายแดนเวลส์ แต่หลังจากเดินทางกลับมายังสหราชอาณาจักรเมื่อสามปีก่อน เธอได้ย้ายมาอยู่ที่เมืองเอดินเบอระ ซึ่งเป็นสถานที่ที่น้องสาวและคุณยายของเธออาศัยอยู่ ในช่วงหกเดือนแรก เธอต้องตกอยู่ในกับดักเงินสวัสดิการที่ทำให้คุณแม่ลูกเดี่ยวหางานทำได้ยากลำบาก และเมื่อเจสสิก้าลูกสาวของเธอ (ซึ่งปัจจุบันอายุเกือบสี่ขวบแล้ว) โตพอ โรว์ลิ่งก็ได้ลงทะเบียนเข้าเรียนในวิทยาลัยฝึกหัดครู และตลอดปีที่ผ่านมา เธอได้ทำงานเป็นครูสอนภาษาฝรั่งเศสพาร์ตไทม์ที่โรงเรียน ลีธ อะแคเดมี
เธอเขียนเรื่องราวแรกจบตอนอายุหกขวบ และมีร่างนิยายสำหรับผู้ใหญ่ระดับแย่มากที่ยังเขียนไม่เสร็จอีกสองเล่มซุกซ่อนไว้ในลิ้นชัก
"ฉันไม่เคยคาดหวังว่าจะทำเงินจากมันได้เลยค่ะ" เธอกล่าว "ฉันมองว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ เป็นเพียงหนังสือเล่มเล็กๆ ที่แปลกแหวกแนวเล่มหนึ่งเสมอ ฉันชอบมันและทุ่มเททำงานหนักกับมัน แต่ไม่เคยเลยแม้แต่ในความฝันที่โลดโผนที่สุด ว่าจะได้เงินค่าลิขสิทธิ์ล่วงหน้าก้อนใหญ่ขนาดนี้"
เงินก้อนนี้มีความหมายอย่างไรกับเธอ?
"ในทางปฏิบัติ มันหมายถึงความมั่นคงค่ะ เราพอเอาตัวรอดมาได้ แต่มันก็เป็นชีวิตแบบชามข้าวต้มสลับอดมื้อกินมื้อในบางโอกาส ฉันไม่ได้อยากพูดให้ดูเป็นดราม่าเกินจริงนะคะ —เราไม่ได้ถึงขั้นอดอยากหรืออะไรแบบนั้น แต่พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยวไม่มีทางรวยขึ้นมาได้หรอกค่ะ มันน่าอัศจรรย์มากที่ได้คิดว่าสิ่งที่คุณทำลงไปนั้นมีมูลค่ามากขนาดนั้นสำหรับคนอื่น แต่พอฉันมองดูลูกสาว ฉันก็คิดว่า ขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งนี้จริงๆ"
แม้ว่าโรว์ลิ่งจะเขียนหนังสือมานานหลายปี แต่เธอมาประสบความสำเร็จเชิงสร้างสรรค์ระดับทำเงินได้ ก็จากตัวละครที่ชื่อว่า แฮร์รี่ พอตเตอร์ เขาเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกเลี้ยงดูมาโดยป้าและลุงผู้แสนงี่เง่า ในย่านชานเมืองอันเงียบสงบแห่งหนึ่ง ลูกชายของพวกเขถูกสปอยล์จนเสียคน ถึงขั้นต้องใช้ห้องนอนสองห้องเพื่อเก็บของเล่นทั้งหมด ขณะที่แฮร์รี่ต้องนอนในห้องเก็บของแคบๆ ใต้บันได ทว่าแฮร์รี่กลับมีพลังประหลาดบางอย่างที่ไม่มีใครเข้าใจ จนกระทั่งเขาค้นพบว่าตัวเองคือพ่อมด
ในยุคสมัยของนินเทนโดและเทเลทับบีส์ (ซึ่งเจสสิก้าเป็นแฟนตัวยง) หนังสือเรื่อง แฮร์รี่ พอตเตอร์ กับศิลาอาถรรพ์ ให้อารมณ์เหมือนหนังสือเด็กที่ถูกเขียนขึ้นเมื่อ 20 ปีก่อน โดยมีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่เด็กอายุ 9-13 ปี และโดยแก่นแท้แล้ว มันคือนิยายโรงเรียนประจำ ซึ่งเป็นฉากหลังที่เริ่มหมดยุคสมัยและไม่ได้รับความนิยมแล้ว
"มันจำเป็นต้องเป็นโรงเรียนประจำค่ะ เพื่อที่จะประคองจินตนาการไว้ได้" โรว์ลิ่งอธิบาย "เขาต้องเดินทางไปในสถานที่ที่เป็นโลกปิดเพื่อที่จะได้ผจญภัย เด็กๆ เป็นกลุ่มคนที่ไร้อำนาจอย่างเหลือเชื่อเพราะทุกอย่างถูกกำหนดไว้ให้พวกเขาหมดแล้ว ดังนั้น ชีวิตในจินตนาการอันเข้มข้นที่พวกเขาได้มีอำนาจจริงๆ จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และโรงเรียนประจำชนชั้นกลางก็คือโลกที่พวกเขาได้เป็นอิสระจากพ่อแม่ การเป็นเด็กกำพร้าก็สร้างความปลดปล่อยได้มากในหนังสือ ฉันคิดว่ามันเป็นจินตนาการร่วมของเด็กๆ ที่มักคิดไปว่า พ่อแม่เหล่านี้ไม่ใช่พ่อแม่แท้ๆ ของพวกเขา"
หากกระบวนการเขียนหนังสือเล่มนี้ได้มอบทางหลบหนีออกจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ในเวลาต่อมาโรว์ลิ่งก็ตระหนักว่า หนังสือเล่มนี้ได้รับอิทธิพลมาจากการตายของคุณแม่ของเธอเองด้วย โรว์ลิ่งได้เขียนบทหนึ่งที่แฮร์รี่ พอตเตอร์ ได้เห็นพ่อแม่ของเขาในกระจกเวทมนตร์หลังจากที่พวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว
"มีคนบอกว่ามันเป็นบทที่ค่อนข้างมืดมนนะคะ และฉันคิดว่าบทนี้คงไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ๆ หากฉันไม่ได้สูญเสียคุณแม่ไปในระหว่างที่กำลังเขียนหนังสือเล่มนี้" โรว์ลิ่งกล่าว "ฉันยอมแลกเกือบจะทุกอย่าง เพื่อจะได้มีเวลาอีกสักห้านาทีกับแม่ของฉัน ซึ่งแน่นอนว่า มันไม่มีวันเพียงพอหรอกค่ะ"
และด้วยหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ เล่มที่สอง ที่มีกำหนดส่งมอบให้แก่สำนักพิมพ์ของเธอในเดือนนี้ โรว์ลิ่งได้พยายามเขียนตอนจบอันมีความสุขให้แก่ตัวเธอเอง บางที ช่วงเวลาดีๆ ที่กำลังเข้ามา อาจช่วยให้ความทรงจำอันเศร้าโศกในอดีต เบาบางและทนรับได้ง่ายขึ้น
เรียบเรียงบทความโดยแอดมินเพจพอตเตอร์ไดอารี่
หากนำบทความออกไปโปรดอ้างอิงเว็บไซต์และผู้เรียบเรียง